รฟม.เดินต่อสายสีส้ม ชี้ต้นปีหน้ารู้ผลผู้ชนะ

รฟม.เดินต่อสายสีส้ม ชี้ต้นปีหน้ารู้ผลผู้ชนะ
ทันหุ้น
28 กันยายน 2563 ( 07:30 )
66
รฟม.เดินต่อสายสีส้ม ชี้ต้นปีหน้ารู้ผลผู้ชนะ

ทันหุ้น – สู้โควิด – ผู้ว่าการ รฟม. ประกาศเดินหน้ารถไฟฟ้าสายสีส้มต่อ มั่นใจรู้ผลผู้ชนะไม่เกินเดือนมกราคม 2564 ย้ำสามารถเปลี่ยนหลักเกณฑ์ประมูลได้เองตามพ.ร.บ.ร่วมทุน ย้ำเอกชนที่ยื่นข้อเสนองานโยธาต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทำอุโมงค์ใต้ดินรัศมีไม่น้อยกว่า 5 เมตรและมีมูลค่างานไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท  ด้านนักวิเคราะห์เชื่อรัฐเร่งเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เลือก CK-SEAFCO เด่น

 

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม.รับทราบเรื่องที่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณีเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในเอกสารการพิจารณาคัดเลือกเอกชน (RFP) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) แล้ว ซึ่งทาง รฟม. ได้รวบรวมข้อมูลทั้งด้านกฏหมาย และข้อมูลแวดล้อม เพื่อเตรียมซักค้านในกระบวนการไต่สวน

 

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ประมูล มาเป็นการให้คะแนนทางเทคนิก 30 คะแนน, ด้านราคา 70 คะแนนโดยจะมีการพิจารณาความน่าเชื่อถือของสมมุติฐานด้านการเงิน 10 คะแนน หลังจากปิดการขายเอกสารข้อเสนอการร่วมทุนนั้น รฟม.ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) มาตรา 35 และมาตรา 38 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 มีสิทธิเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ได้

 

ขณะเดียวกัน รฟม. ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณ์ก่อนวันยื่นซองเอกสารข้อเสนอ โดยได้มีหนังสือแจ้งต่อเอกชนผู้ซื้อซองเมื่อ 27 สิงหาคม 2563 ควบคู่กับให้ขยายระยะเวลาการยื่นข้อเสนอออกไปเป็นวันที่ 9 พฤษจิกายน 2563 จากเดิม 23 กันยายน 2563 หรือมีระยะเวลาเตรียมการก่อนยื่นซองข้อเสนอมากกว่า 70 วัน

 

“BTSC ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 17 กันยายน และศาลได้นัดไต่สวน รฟม.เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา แต่ รฟม.ขอเลื่อนออกไปก่อน และอยู่ระหว่างรอศาลนัดใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินก็พร้อมปฏิบัติตาม” นายภคพงศ์ กล่าว

 

*คาดรู้ผลผู้ชนะม.ค.64

 

ทั้งนี้ได้ชี้แจง เหตุผลที่ทางรฟม.เพิ่มการพิจารณาด้านเทคนิก โดยระบุว่าเอกชนที่ยื่นข้อเสนองานโยธาต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ทำอุโมงค์ใต้ดินรัศมีไม่น้อยกว่า 5 เมตรและมีมูลค่างานไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท เนื่องจากแนวเส้นทางการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะต้องตัดผ่านเข้าไปในพื้นที่ชุมชน และพื้นที่อ่อนไหวหลายแห่งโดยเฉพาะเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน รวมถึงต้องก่อสร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา

 

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารไม่ได้เจาะจงไปที่เอกชนผู้ซื้อซอง ดังนั้นหากเอกชนรายใดไม่มีประสบการณ์ทำอุโมงค์ ก็สามารถหาพันธมิตรร่วมดำเนินการทั้งในประเทศ และต่างประเทศเข้ามารับงานได้ในลักษณะผู้รับเหมาช่วง (Sub-Contract) ได้ เพียงแต่ตามเงื่อนไขในเอกสาร ระบุว่า หากเป็นผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์และเป็นผู้รับเหมาไทยก็จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม รฟม.สงวนสิทธิ์กำหนดเกณฑ์ย่อยด้านเทคนิคหลังจากรับข้อเสนอแล้ว

 

เบื้องต้นทาง รฟม.ยังคงกรอบระยะเวลาการดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ ไว้ตามเดิมคือ กำหนดยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 9 พฤษจิกายน 2563 คาดสามารถนัดเปิดเอกสารซองที่ 1 ได้ประมาณวันที่ 23 พฤษจิกายน คาดคณะกรรมการจะใช้ระยะเวลาพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ จึงจะนัดบริษัทเอกชนผ็ผ่านเกณฑ์ ร่วมเปิดเอกสารซองที่ 2 – 3 และเริ่มนัดฟังสอบถามรายละเอียด คาดว่าจะสามารถประกาศผลได้ไม่เกินเดือนมกราคม 2564

 

*ชู CK-SEAFCO เด่น

 

บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดัดการลงทุนโครงการภาครัฐ ส่วนหนึ่งเกิดจากงบประมาณแผ่นดินที่มีใน “กรอบจำกัด” ทำให้บางโครงการถูกเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจากการที่รัฐบาลเป็นผู้ลงทุน มาเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) จึงต้องใช้เวลาการพิจารณาใหม่ โดยฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2563 น่าจะมีเพียงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ มูลค่างานโยธา 9.6 หมื่นล้านบาท เท่านั้นที่จะเห็นความชัดเจนมากที่สุด

 

จึงแนะนำ เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว เลือก CK เป็น Top pick ในกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ เพราะแม้ว่า Backlog จะลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี แต่มีปัจจัยหนุนจากปริมาณงานในอนาคต รวมถึงความได้เปรียบในการประมูลโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ แนะ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 21.50 บาท และ SEAFCO เป็น Top pick ในกลุ่มรับเหมาฐานราก เนื่องจากปริมาณ Backlog รองรับรายได้แข็งแกร่ง แนะ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 7.40 บาท

 

นางสาววิชชุดา ปลั่งมณี ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ว่ามีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จึงยังคงเดินหน้าผลักดดันโครงการขนาดใหญ่ให้ดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว

 

ดังนั้น ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่อ่อนตัว ถือเป็นจังหวะสามารถเข้าทยอยสะสมเพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนที่ดีในกลางปี 2564 โดยแนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งมีปริมาณงานในมือรองรับรายได้จนถึงกลางปี 2564 อย่าง STEC ราคาเป้าหมาย 23.20 บาท และ SEAFCO ราคาเป้าหมาย 7.45 บาท

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง