รีเซต

เปิดนโยบาย "แก้หนี้" คนไทย เลือกตั้งปี 2569 เจาะ 2 พรรคใหญ่ "เพื่อไทย VS ภูมิใจไทย"

เปิดนโยบาย "แก้หนี้" คนไทย เลือกตั้งปี 2569  เจาะ 2 พรรคใหญ่  "เพื่อไทย VS ภูมิใจไทย"
TNN ช่อง16
13 มกราคม 2569 ( 10:23 )
25

เปิดนโยบาย "แก้หนี้" คนไทย เลือกตั้งปี 2569 

เจาะ 2 พรรคใหญ่  "เพื่อไทย VS ภูมิใจไทย"


ปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2569 หลังตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางต้นทุนดอกเบี้ยที่ยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


นโยบาย “แก้หนี้” จึงกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันหลักของพรรคการเมืองไทย สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงครั้งนี้ โดยเฉพาะสองพรรคใหญ่ที่ชูนโยบายแตกต่างกันชัดเจนอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหวังจะครองใจคนไทย ผ่านนโยบาย "แก้หนี้" และการเพิ่มกำลังซื้อ เพื่อช่วยเรื่องปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความหวังที่ทุกคนต้องการ 



"พรรคเพื่อไทย"  : สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน 


ข้อมูลจากพรรคเพื่อไทยระบุว่า แพคเกจล้างหนี้ของพรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายครั้งเดียวจบ ฟื้นคืนชีวิตให้คนเป็นหนี้ คืนศักดิ์ศรีให้ประชาชนคนไทย โดยมีรายละเอียดนโยบาย ดังนี้ 


ล้างหนี้ประชาชน : หนี้เสียไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ยอดต่ำกว่า 200,000 บาท ทั้งสถาบันการเงินเอกชนและรัฐ จ่าย 10% ปิดจบ ล้างหนี้


ล้างหนี้วัยเกษียณ : หนี้เสียไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ของผู้มีอายุเกิน 60 ปี ยอดต่ำกว่า 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ ไม่ต้องจ่าย ปิดจบ ล้างหนี้


พักหนี้เกษตรกร : พักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท ระหว่างพัก ดอกเบี้ยหยุดนิ่ง เพราะรัฐจ่ายดอกเบี้ยในช่วงที่พักหนี้แทนเกษตรกร ช่วยพี่น้องเกษตรกรได้ราว 3.5 ล้านบัญชี มูลหนี้กว่า 500,000 ล้านบาท


ล้างหนี้นอกระบบ : สถาบันการเงินรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ 2 ล้านบัญชี


ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด : ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ เป็นเงินรางวัลแก่ผู้ผ่อนดี สนับสนุนวินัยทางการเงิน


 


"พรรคภูมิใจไทย" พูดแล้วทำพลัส (พักหนี้และเพิ่มสภาพคล่อง)


สำหรับหัวใจหลักของนโยบายพรรคภูมิใจสำหรับใช้ "แก้หนี้" คือ มาตรการพักหนี้และเพิ่มสภาพคล่อง” แนวคิด คือ  “พักหนี้ให้ประชาชนตั้งหลัก” โดยมุ่งลดแรงกดดันทางการเงินในช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่


พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก :  เป็นเสนอให้มีการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี สำหรับลูกหนี้รายย่อยในระบบ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาตั้งหลัก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ พร้อมแนวคิดให้รัฐช่วยรับภาระดอกเบี้ยในช่วงพักหนี้ เพื่อลดแรงกดดันต่อรายได้ครัวเรือน 


คนละครึ่ง พลัส (ทำต่อ) : หนึ่งในเรือธงของมาตรการเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย คือ การสานต่อ "คนละครึ่ง พลัส" ที่เริ่มดำเนินไปแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อลดรายจ่ายและเสริมสภาพคล่องให้กับประชาชน และยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พลัส  จะมีการทบทวนสิทธิ์ และทำใหม่ทั้งหมด


สินเชื่อฉุกเฉิน 50,000 บาท : มาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อฉุกเฉินวงเงินประมาณ 50,000 บาทต่อคน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการเงินเฉพาะหน้า

 

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SME :  เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ผ่านการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนโดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.)., เปิดตลาดใหม่ สู่ระบบออนไลน์ , เพิ่มแหล่งทุน  , สร้างความเป็นธรรมค่า GP , E- Commerce Platform SME , จัดการ Nominee , ขยาย Local content


ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ /ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) :  ตั้งกองทุนหรือ Asset Management Company ของรัฐ เพื่อเข้ามาซื้อหรือจัดการหนี้เสีย (NPL) ที่เป็นปัญหาสะสม โดยหวังให้ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจ/ชีวิตใหม่อีกครั้งโดยไม่ติดกับดักหนี้เดิมมากนัก ช่วยดูดซับหนี้เสียออกจากระบบธนาคาร และเปิดทางให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ง่ายขึ้น 



เมื่อเปรียบเทียบนโยบายของทั้งสองพรรค จะเห็นความแตกต่างเชิงปรัชญาชัดเจน พรรคเพื่อไทยมุ่งแก้ปัญหาหนี้ด้วยการลดหรือยกเลิกภาระหนี้เดิม เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นใหม่ให้ประชาชน ตอบโจทย์สำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ติดกับดักหนี้เรื้อรัง  ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเลือกประคองระบบผ่านการพักหนี้และเติมสภาพคล่อง เพื่อให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัวโดยไม่กระทบเสถียรภาพในทันที ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ไม่แน่นอนหรือธุรกิจรายย่อยมากกว่า 


อย่างไรก็ตามนโยบาย "แก้หนี้" ของทั้งสองพรรคการเมืองไทย ต่างสะท้อนโจทย์เดียวกัน คือ การพยายามเร่งปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากภาระหนี้ครัวเรือนที่ฉุดรั้งการเติบโตมานาน เพียงแต่เลือกใช้เครื่องมือและจังหวะที่ต่างกัน ซึ่งจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องชั่งน้ำหนัก ก่อนตัดสินใจในการเลือกตั้งปี 2569 ว่านโยบายแบบใดตอบโจทย์ชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตนมากที่สุด รวมถึงการใช้เงินงบประมาณต่างๆของรัฐบาลที่ต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานะทางการคลัง รวมไปถึงการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง