รีเซต

ประวัติศาสตร์ “จอร์เจีย” ชาติเล็ก ทำเลทอง ที่มหาอำนาจต่างเคยแย่งชิงตลอดนับพันปี

ประวัติศาสตร์ “จอร์เจีย” ชาติเล็ก ทำเลทอง ที่มหาอำนาจต่างเคยแย่งชิงตลอดนับพันปี
TNN ช่อง16
30 กรกฎาคม 2569 ( 16:45 )
8

“จอร์เจีย” ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคคอเคซัส อาจไม่ได้มีพื้นที่หรือประชากรมากมาย เมื่อเทียบกับมหาอำนาจรอบข้าง แต่ตลอดประวัติศาสตร์ ดินแดนแห่งนี้กลับเป็นพื้นที่ที่จักรวรรดิใหญ่ ๆ เข้ามาแข่งขันและแย่งชิงอำนาจกันครั้งแล้วครั้งเล่า


แล้วทำไมจอร์เจียถึงสำคัญขนาดที่ทั้งจักรวรรดิโรมัน เปอร์เซีย อาหรับ มองโกล ออตโตมัน รัสเซีย และสหภาพโซเวียต ต่างเข้ามามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของจอร์เจีย


จุดเริ่มต้นดินแดน “จอร์เจีย” 


ย้อนกลับไปในอดีต ดินแดนที่เป็นจอร์เจียในปัจจุบัน เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณที่สำคัญอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ โคลคิส (Colchis) ทางตะวันตก และ ไอบีเรีย (Iberia) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า คาร์ตลี (Kartli) ทางตะวันออก


โคลคิส ตั้งอยู่ใกล้ทะเลดำ และมีความเชื่อมโยงกับโลกกรีกโบราณ จนปรากฏอยู่ในตำนานเทพปกรณัมกรีกว่าเป็นดินแดนที่เจสันและเหล่าอาร์โกนอตส์ เดินทางมาตามหา “ขนแกะทองคำ”


ส่วนอาณาจักรไอบีเรีย ก่อตัวขึ้นราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดยมี มตสเคตา (Mtskheta) เป็นเมืองหลวง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของจอร์เจีย

ที่ตั้งทำเลทอง เชื่อมทั้งยุโรปและเอเชีย 


ด้วยที่ตั้งของจอร์เจียอยู่ในภูมิภาค “คอเคซัสใต้” (South Caucasus) ตั้งอยู่ระหว่างทะเลดำ รัสเซีย ตุรกี อาร์เมเนีย และอาเซอร์ไบจาน ทำเลแห่งนี้ทำให้จอร์เจียเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปกับเอเชียมานานหลายศตวรรษ ด้วยเหตุนี้ มหาอำนาจมากมายจึงต้องการเข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้


เริ่มจากจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิเปอร์เซีย ต่างแข่งขันกันเพื่อขยายอิทธิพลในภูมิภาคคอเคซัส ก่อนที่ต่อมา กองกำลังอาหรับจะขยายอำนาจเข้ามาในภูมิภาค และสามารถยึดเมืองทบิลิซีได้ในศตวรรษที่ 7


หลังจากผ่านช่วงเวลาหลายศตวรรษที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ บรรดาผู้ปกครองจอร์เจียก็ค่อย ๆ สร้างความเข้มแข็งและรวมอำนาจได้มากขึ้น

เข้าสู่ยุคทองของอาณาจักรจอร์เจีย 


ในปี ค.ศ. 1008 กษัตริย์บากราตที่ 3 สามารถรวบรวมดินแดนจอร์เจียหลายแห่งเข้าด้วยกัน และก่อตั้งอาณาจักรจอร์เจียที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ต่อมา จอร์เจียก้าวเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “ยุคทอง” โดยเฉพาะในสมัยของ กษัตริย์เดวิดที่ 4 และ สมเด็จพระราชินีนาถทามาร์


กษัตริย์เดวิดที่ 4 สามารถเอาชนะพวกเซลจุก (Seljuks) และยึดเมืองทบิลิซี กลับคืนมาได้ในปี ค.ศ. 1122


ส่วนในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถทามาร์ จอร์เจียก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดของอำนาจ อาณาจักรมีความเข้มแข็งทางทหาร สามารถขยายอิทธิพลในภูมิภาค และยังมีความรุ่งเรืองด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการศึกษา จนกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่ทรงอำนาจที่สุดในภูมิภาคคอเคซัสในเวลานั้น

การเข้ามาของจักรวรรดิมองโกล และการแบ่งแยกดินแดน 


แต่ยุคทองของจอร์เจียไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชาว มองโกลได้รุกรานจอร์เจีย และในที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอิลข่าน จักรวรรดิมองโกลที่มีศูนย์กลางอำนาจอยู่ในดินแดนเปอร์เซีย


แม้ต่อมาผู้ปกครองจอร์เจียจะสามารถรวบรวมดินแดนส่วนใหญ่กลับมาได้อีกครั้ง แต่การถูกรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงความขัดแย้งภายใน ทำให้อาณาจักรจอร์เจียอ่อนแอลง


เมื่อเข้าสู่ คริสต์ศตวรรษที่ 15 จอร์เจียจึงแตกออกเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ หลายแห่ง การแตกแยกนี้ทำให้จอร์เจีย อ่อนแอและตกเป็นเป้าหมายของมหาอำนาจรอบข้างได้ง่ายขึ้น 


ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา จอร์เจียตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจสำคัญ คือ จักรวรรดิออตโตมันทางตะวันตก และ เปอร์เซียภายใต้ราชวงศ์ซาฟาวิดทางตะวันออก


อาณาจักรต่าง ๆ ของจอร์เจียในเวลานั้นถูกกดดันให้ยอมรับอิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จอร์เจียไม่ได้เป็นเพียงดินแดนที่มหาอำนาจเข้ามาครอบครองโดยไม่มีการต่อต้าน เพราะผู้ปกครองจอร์เจียยังคงต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชของตนเอง เพียงแต่การที่จอร์เจียแตกออกเป็นหลายอาณาจักร ทำให้แต่ละฝ่ายมีความอ่อนแอกว่าจักรวรรดิขนาดใหญ่ที่อยู่รายล้อม

เข้าสู่การปกครองโดยจักรวรรดิรัสเซีย 


จากนั้น มหาอำนาจอีกหนึ่งแห่งก็เข้ามามีบทบาท นั่นคือ “จักรวรรดิรัสเซีย”


ผู้ปกครองจอร์เจียบางส่วนมองรัสเซียว่าอาจเป็นผู้คุ้มครองจากแรงกดดันของเปอร์เซียและจักรวรรดิออตโตมัน และในปี ค.ศ. 1783 อาณาจักรคาร์ตลี-คาเคที (Kartli-Kakheti) จึงตกลงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัสเซีย และปี 1801 รัสเซียได้ผนวกอาณาจักรดังกล่าว เข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย และในช่วงหลายปีต่อมา รัสเซียก็ค่อย ๆ เข้าควบคุมดินแดนอื่น ๆ ของจอร์เจียเพิ่มเติม


เมื่อจักรวรรดิรัสเซียล่มสลาย หลังการปฏิวัติรัสเซีย จอร์เจียมองเห็นโอกาสที่จะกลับมาเป็นประเทศเอกราชอีกครั้ง


วันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1918 จอร์เจียประกาศเอกราช และก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยจอร์เจีย

แต่เอกราชครั้งนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะในปี ค.ศ. 1921 กองทัพโซเวียตบุกเข้าจอร์เจีย ทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต และในปี ค.ศ. 1922 จอร์เจียถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต อย่างเป็นทางการ


จอร์เจียอยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียตเป็นเวลาเกือบ 70 ปี


ประกาศเอกราชครั้งที่ 2

 

ในช่วงทศวรรษ 1980 กระแสชาตินิยมในจอร์เจียเริ่มเพิ่มขึ้น ขณะที่สหภาพโซเวียตกำลังอ่อนแอลง และเดือนเมษายน ค.ศ. 1991 จอร์เจียประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียตอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม การกลับมาเป็นเอกราชไม่ได้หมายความว่าปัญหาของจอร์เจียจะจบลง เพราะประเทศต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายใน โดยเฉพาะใน อับคาเซีย และ เซาท์ออสซีเชีย ซึ่งเป็นดินแดนที่ต้องการแยกตัวหรือมีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้นจากรัฐบาลจอร์เจีย

แม้จอร์เจียจะประกาศเอกราชแล้ว แต่หลังจากนั้นก็จอร์เจียก็มีความตึงเครียดกับรัสเซียอยู่ โดยเฉพาะความขัดแย้งใน เซาท์ออสซีเชียและอับคาเซีย จนกระทั่งในปี 2008 ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น และนำไปสู่สงครามรัสเซีย-จอร์เจีย


ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างจอร์เจียกับรัสเซีย ค่อย ๆ กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกันมากขึ้น แม้จะยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ


จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ของจอร์เจียจึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ด้วยทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ท่ามกลางมหาอำนาจ จอร์เจียจึงต้องเผชิญกับการรุกราน การแย่งชิงอำนาจ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า และแม้จะเคยสูญเสียอำนาจทางการเมืองให้กับมหาอำนาจหลายครั้ง แต่สิ่งที่จอร์เจียไม่เคยสูญเสียไป คือภาษา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง: 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง