รีเซต

"ทรัมป์" รวบตึง? น้ำมันเวเนซุเอลา สัมปทาน 100 ปี สูบน้ำมัน 65,000 ล้านบาร์เรล

"ทรัมป์" รวบตึง? น้ำมันเวเนซุเอลา สัมปทาน 100 ปี สูบน้ำมัน 65,000 ล้านบาร์เรล
TNN ช่อง16
11 กันยายน 2569 ( 08:00 )
5

เจาะรายละเอียด ดีลยักษ์ 100 ปี ระหว่าง "สหรัฐฯ - เวเนซุเอลา" เรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่?


สหรัฐฯ ลุยดีลน้ำมันเวเนซุเอลา 100 ปี คุมเกม 17 แหล่ง น้ำมัน 65,000 ล้านบาร์เรล เดิมพันครั้งใหญ่ที่อาจเปลี่ยนดุลอำนาจพลังงานโลก


ข้อมูลจากทำเนียบขาวสหรัฐฯ  ได้เปิดรายละเอียดข้อตกลง กับรัฐบาลเฉพาะกาลของเวเนซุเอลา อนุมัติสัมปทาน 100 ปี ให้กับบริษัท North American Blue Energy Partners หรือ NABEP ครอบคลุมแหล่งน้ำมัน 17 แห่ง และมีน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วประมาณ 65,000 ล้านบาร์เรล


ดีลนี้ไม่ธรรมดา ไม่ใช่แค่การซื้อขายน้ำมันทั่วไป แต่คือบทบาทของสหรัฐฯ ที่จะเข้าไปมีอำนาจในอุตสาหกรรมนี้ ในประเทศเวเนซุเอลา ครอบคลุมทั้ง เรื่องเงินลงทุน สิทธิ์ซื้อ และอำนาจในการกำกับธุรกิจ 


คำถามสำคัญคือ สหรัฐฯ กำลังซื้อ “น้ำมัน” หรือกำลังสร้าง “อำนาจต่อรองด้านพลังงาน” ระยะยาว?


ดีล 100 ปี สหรัฐฯ ได้อะไรบ้าง?


น้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วประมาณ 65,000 ล้านบาร์เรล ของเวนเซุเอลาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วทั้งหมดของเวเนซุเอลา แต่สิ่งที่ทำให้ดีลนี้แตกต่างจากสัมปทานน้ำมันทั่วไป คือ รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนในโครงสร้างธุรกิจด้วย


สหรัฐฯ ได้สิทธิในสัดส่วน 35% ของบริษัทแม่ของ NABEP ผ่านโครงสร้างสิทธิที่ออกแบบมาเพื่อรักษาสัดส่วนดังกล่าวไม่ให้ถูกลดทอน หากบริษัทต้องระดมทุนเพิ่มในอนาคต นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้สิทธิซื้อผลผลิตน้ำมันบางส่วนในราคาที่อิงต้นทุนการผลิต โดย Reuters รายงานว่า Pentagon มีสิทธิซื้อประมาณ 20% ของผลผลิตในราคาต้นทุน ขณะที่ส่วนที่เหลือจะซื้อขายตามราคาตลาด


พูดง่าย ๆ คือ สหรัฐฯ ไม่ได้แค่เข้าไปเป็น “ลูกค้า” แต่เข้าไปอยู่ในโครงสร้างของธุรกิจด้วย ตั้งแต่เงินลงทุน การพัฒนาแหล่งน้ำมัน การผลิต การซื้อขาย ไปจนถึงการส่งน้ำมันเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ


ทำไมต้องเป็น “เวเนซุเอลา”?


คำตอบสั้น ๆ คือ เพราะเวเนซุเอลามีน้ำมันมหาศาล ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ หรือ EIA ระบุว่า เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล มากที่สุดในโลก และมากกว่าซาอุดีอาระเบียที่มีประมาณ 267,000 ล้านบาร์เรล


แต่ตรงนี้ต้องแยกให้ออกว่า มีน้ำมันมาก ไม่ได้แปลว่าผลิตน้ำมันได้มาก แม้ว่าเวเนซุเอลามีน้ำมันจำนวนมหาศาลก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบหนักและหนักมาก โดยเฉพาะในแถบ Orinoco Belt


และน้ำมันประเภทนี้ต้องใช้เทคโนโลยี เงินลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางในการผลิตและแปรรูป จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศที่มีน้ำมันมากที่สุดในโลก กลับไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุด


ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “มีน้ำมันหรือไม่” แต่อยู่ที่ เอาน้ำมันขึ้นมาได้มากแค่ไหน และทำอย่างไรให้คุ้มทุน


จากประเทศมหาเศรษฐีน้ำมัน สู่ประเทศที่อุตสาหกรรมพัง


ย้อนกลับไปในอดีต น้ำมันคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเวเนซุเอลา บริษัทน้ำมันแห่งชาติอย่าง PDVSA เคยสร้างรายได้มหาศาลให้กับรัฐบาล เงินจากน้ำมันถูกนำไปใช้กับโครงการสังคม การช่วยเหลือประชาชน และการขยายบทบาทของรัฐ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศกลับพึ่งพาน้ำมันมากเกินไป 


เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงกลางทศวรรษ 2010 ปัญหาจึงเกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น รายได้จากน้ำมันลดลง การผลิตลดลง การลงทุนหายไป โครงสร้างพื้นฐานเสื่อมลง ขณะที่เศรษฐกิจยังพึ่งรายได้จากน้ำมันอย่างหนัก สุดท้ายปัญหาพลังงานก็ลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เงินเฟ้อพุ่ง เศรษฐกิจหดตัว ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ และวิกฤตการเมืองก็รุนแรงขึ้นตามมา


EIA ระบุว่า ปัญหาการบริหารจัดการ การขาดเงินลงทุน การเสื่อมของโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการคว่ำบาตร ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา


จุดเปลี่ยนจาก “ชาเวซ” ถึง “มาดูโร”


จุดเปลี่ยนสำคัญต้องย้อนกลับไปถึงยุคของฮูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) ชาเวซขึ้นสู่อำนาจพร้อมแนวคิดว่า ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศควรอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง เวเนซุเอลามีรายได้มหาศาล รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้กับนโยบายสังคมและโครงการช่วยเหลือประชาชนจำนวนมาก แต่ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจของประเทศก็ยังผูกติดกับน้ำมันอย่างหนัก เมื่อราคาน้ำมันตก รายได้ก็หาย


หลังชาเวซเสียชีวิต นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ขึ้นมารับช่วงต่อ ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเข้าสู่วิกฤตอย่างหนัก ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลมาดูโรกับสหรัฐฯ ก็ยิ่งตึงเครียด เพราะสหรัฐฯ วิจารณ์รัฐบาลเวเนซุเอลาเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ก่อนเดินหน้าคว่ำบาตรภาคน้ำมันและ PDVSA ในปี 2019 จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ยิ่งห่างออกจากกัน


ทำไมสหรัฐฯ กลับมาเล่นเกมน้ำมันกับเวเนซุเอลา?


จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในวันที่ 3 มกราคม 2026 กองกำลังสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติการในเวเนซุเอลาและจับกุม Nicolás Maduro ก่อนนำตัวออกจากประเทศ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ และ Delcy Rodríguez ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานาธิบดีเฉพาะกาล


จากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯ ไม่ได้มองเวเนซุเอลาแค่ในมิติการเมือง แต่มี “น้ำมัน” อยู่ตรงกลางของเกมนี้อย่างชัดเจน


เพราะสหรัฐฯ ต้องการเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาด ต้องการแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนแข่งขันได้ และต้องการลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลาก็ต้องการเงินลงทุนและเทคโนโลยีเพื่อฟื้นอุตสาหกรรมน้ำมันที่เสียหายมานานหลายปี จึงเกิดเป็นผลประโยชน์ที่มาเจอกัน


เวเนซุเอลาต้องการเงินและเทคโนโลยี สหรัฐฯ ต้องการน้ำมันและอิทธิพลทางพลังงาน และปลายทางก็คือดีลสัมปทาน 100 ปีที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในเวลานี้


ทำไมดีลนี้จึงสำคัญต่อสหรัฐฯ?


เหตุผลหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ “ภูมิศาสตร์” เวเนซุเอลาอยู่ในซีกโลกตะวันตก และอยู่ไม่ไกลจากสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับแหล่งน้ำมันสำคัญในตะวันออกกลาง นั่นหมายความว่า หากสามารถเพิ่มกำลังผลิตขึ้นมาได้จริง น้ำมันจากเวเนซุเอลาสามารถเข้าสู่ระบบพลังงานของสหรัฐฯ ได้ค่อนข้างตรง ที่สำคัญ โรงกลั่นบางส่วนในสหรัฐฯ ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับน้ำมันดิบหนักจากแหล่งอย่างเวเนซุเอลาได้


ดังนั้นดีลนี้จึงเชื่อมกันเป็นห่วงโซ่ตั้งแต่ การลงทุน → ขุดเจาะ → ผลิต → ขนส่ง → กลั่น → ซื้อขาย


และถ้าการลงทุนเกิดขึ้นตามแผน ก็อาจช่วยเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาได้อีกมาก โดย NABEP ระบุว่า มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตในระยะใกล้ให้เกิน 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมแผนลงทุนขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐาน


แต่เกมนี้ไม่ได้มีแค่ “สหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา”


อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือ เวเนซุเอลาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลามีความสัมพันธ์กับทั้ง จีนและรัสเซีย ในหลายด้าน ตั้งแต่พลังงาน การค้า การเงิน ไปจนถึงการเมือง ดังนั้นการที่สหรัฐฯ กลับเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา จึงไม่ได้หมายถึงแค่การหาแหล่งน้ำมันเพิ่ม


แต่เป็นการแข่งขันเรื่อง “ใครจะมีอิทธิพลเหนือประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก” และนี่คือจุดที่ทำให้ดีล 100 ปีมีความหมายมากกว่าตัวเลข 65,000 ล้านบาร์เรล เพราะสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ ไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่คือ อำนาจต่อรองด้านพลังงาน


100 ปี เปลี่ยนดุลพลังงานโลกได้หรือไม่?


แน่นอนว่า การมีสิทธิระยะยาวไม่ได้แปลว่าจะสามารถขุดน้ำมันทั้งหมดออกมาได้ทันที โจทย์ใหญ่ยังมีอีกหลายเรื่อง ทั้งเงินลงทุน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน กำลังการผลิต โรงกลั่น เสถียรภาพทางการเมือง และราคาน้ำมันในตลาดโลก


แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ได้จากดีลนี้คือ “ตำแหน่ง” ในเกมพลังงานของเวเนซุเอลาที่ชัดเจนขึ้นมาก จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยใช้มาตรการคว่ำบาตรและกดดันรัฐบาลเวเนซุเอลา


วันนี้กลับกลายเป็นว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าไปมีส่วนในโครงสร้างธุรกิจน้ำมันโดยตรง นี่จึงเป็นภาพสะท้อนของภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ชัดมาก เพราะน้ำมันไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่เป็นทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ


สุดท้ายแล้ว ดีลสัมปทาน 100 ปีจะคุ้มค่ามากแค่ไหน ยังต้องดูว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ 65,000 ล้านบาร์เรลจะถูกพัฒนาออกมาได้มากแค่ไหน สหรัฐฯ จะสามารถสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด การกลับเข้ามาของสหรัฐฯ จะทำให้ดุลอำนาจระหว่าง สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ในละตินอเมริกาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน


เพราะดีลนี้อาจเพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น และเกมน้ำมันเวเนซุเอลา 100 ปี อาจเป็นอีกหนึ่งหมากสำคัญของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบอำนาจพลังงานโลกใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง