รีเซต

ทางรอดธุรกิจยุค AI ใช้เทคโนโลยีให้ทัน สร้างความไว้ใจ ฝ่าวิกฤตความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทางรอดธุรกิจยุค AI ใช้เทคโนโลยีให้ทัน สร้างความไว้ใจ ฝ่าวิกฤตความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก
TNN ช่อง16
11 กันยายน 2569 ( 11:15 )

เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มทำงานแทนมนุษย์ ขณะที่การแข่งขันของมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนกติกาการค้า ผู้ประกอบการจึงต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้ร่วมบรรยายและนำเสนอแนวคิดธุรกิจไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือและกระจายคู่ค้า เพื่อรักษาโอกาสเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

โดยคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ได้กล่าวภายในงาน TNN Future Forum 2026 เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ในหัวข้อ The Entrepreneur’s Next Move: Winning in a Changing World จากจุดเปลี่ยนโลก สู่โอกาสใหม่ โดยนำประเด็นจากการเข้าร่วมประชุมซัมเมอร์ดาวอส (Summer Davos) ที่ประเทศจีน มาอธิบายถึงทิศทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อม

การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศและทุกบริษัทจะได้รับประโยชน์เท่ากัน เพราะผู้ที่ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้จะมีโอกาสขยายตัว ขณะที่ผู้ซึ่งยังพึ่งพารูปแบบธุรกิจเดิมอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จนช่องว่างระหว่างผู้ที่ปรับตัวทันกับผู้ที่ตามไม่ทันขยายกว้างออกไป

"โลกของเราเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกแล้ว แต่เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4"

เทคโนโลยีเปลี่ยนทั้งการผลิตและพฤติกรรมลูกค้า

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา อธิบายว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ไม่ได้มีเพียงปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) แต่ยังรวมถึงการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เทคโนโลยีความจริงเสริมและความจริงเสมือน (AR/VR) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต (IoT) บล็อกเชน (Blockchain) และอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานชุดใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจและความต้องการของผู้บริโภค

โอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำเครื่องมือใหม่มาใช้ในงานเดิม แต่รวมถึงการปรับวิธีผลิต การส่งมอบสินค้า และการให้บริการ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การพิมพ์สามมิติ หากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งขาดอะไหล่ ผู้ใช้อาจส่งไฟล์แบบชิ้นส่วนไปยังผู้ให้บริการพิมพ์สามมิติใกล้บ้าน เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการ แทนการพึ่งพาการสั่งซื้อและขนส่งผ่านห่วงโซ่อุปทานหลายทอด

ในภาพอนาคตคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มองว่าไฟล์รูปดิจิทัลจึงอาจเข้ามามีบทบาทแทนการเคลื่อนย้ายสินค้าบางประเภท เครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องเดียวสามารถผลิตชิ้นงานได้หลายรูปแบบ แนวโน้มนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทบทวนการลงทุนในเครื่องจักร การเก็บอะไหล่ และการจัดส่งสินค้า รวมถึงมองหาธุรกิจใหม่จากโครงสร้างการผลิตที่เปลี่ยนไป

หุ่นยนต์และ AI อาจเปลี่ยนฐานการสร้างรายได้

อีกประเด็นสำคัญ คือ การทำงานร่วมกันของ AI ในโลกดิจิทัลและ AI ที่ควบคุมเครื่องจักรให้ทำงานในโลกจริง หรือ Physical AI โดยมองว่า หุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์และหุ่นยนต์สำหรับงานเฉพาะทางจะเข้ามามีบทบาทกับงานใช้แรงกายมากขึ้น ส่วน AI Agents หรือระบบ AI ที่ช่วยมนุษย์ทำงานอย่างเป็นขั้นตอน มันจะเข้ามาทำงานบนคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์ได้มากขึ้นเช่นกัน

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ได้หยิบยกวิสัยทัศน์ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) มาอธิบายถึงอนาคตที่จำนวนหุ่นยนต์อาจมากกว่าประชากรโลก โดยการผลิตจำนวนมากจะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย ทำให้หุ่นยนต์เข้าถึงได้กว้างขึ้น และอาจกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นทั่วไปทั้งในภาคธุรกิจและครัวเรือน

โดยจากแนวโน้มดังกล่าว ชวนตั้งคำถามถึงวิธีมองผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) โดยอธิบายเชิงเปรียบเทียบว่า หากเดิมกำลังการผลิตผูกกับจำนวนคนและผลิตภาพต่อคน ในอนาคตจำนวนหุ่นยนต์และผลิตภาพของหุ่นยนต์อาจมีบทบาทมากขึ้นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจ แนวคิดนี้เป็นภาพคาดการณ์ของผู้บรรยายถึงโครงสร้างการผลิตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์และระบบ AI ล้วนต้องใช้พลังงาน ความสามารถในการผลิตพลังงานจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการขยายเศรษฐกิจ ประเทศที่มีพลังงานรองรับเพียงพอจะมีโอกาสเพิ่มกำลังการผลิตจากระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านนี้ยังนำไปสู่คำถามเรื่องรายได้และการกระจายผลประโยชน์ หากระบบอัตโนมัติทำงานได้ตั้งแต่การผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้า ความต้องการแรงงานบางส่วนอาจลดลง ขณะที่ผลตอบแทนมีแนวโน้มไหลไปสู่ผู้ลงทุนและเจ้าของเทคโนโลยีมากขึ้น คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา จึงกล่าวถึงแนวคิดการจัดเก็บภาษีจากระบบอัตโนมัติในฐานะประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

โลกแบ่งขั้วการค้าต้องคิดมากกว่าราคา

ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังเปิดโอกาสใหม่ คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา มองว่า "ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้การค้าโลก" เขาเปรียบการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเป็นการแข่งขันของสิงโตและเสือ ส่วนประเทศขนาดเล็กกว่าต้องเลือกวิธีวางตัวให้สามารถดำเนินธุรกิจและรักษาความสัมพันธ์กับฝ่ายต่าง ๆ ได้

ในมุมมองของเขา การค้าในอดีตให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพเป็นหลัก ใครผลิตสินค้าได้ดีและมีต้นทุนต่ำย่อมได้เปรียบ แต่โลกที่มีความขัดแย้งสูงขึ้นทำให้ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ต้องพิจารณาด้วยว่า คู่ค้ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด และจะยังจัดส่งสินค้าหรือให้บริการต่อไปได้หรือไม่เมื่อเกิดวิกฤต

"เมื่อก่อนคือ Trade Efficiency ตอนนี้คือ Trade Resilience"

แนวคิดดังกล่าว หมายถึง การเปลี่ยนจากการมุ่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่การให้ความสำคัญกับความทนทานต่อความเสี่ยงของระบบการค้า ผู้ซื้ออาจยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับความมั่นใจว่าห่วงโซ่อุปทานจะไม่หยุดชะงัก หรือความสัมพันธ์ทางการค้าจะไม่กลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของตนเอง

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ยังมองว่า การรวมกลุ่มระดับภูมิภาคจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประเทศที่ไม่สามารถแข่งขันกับมหาอำนาจได้โดยลำพัง ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ จะพยายามเพิ่มจำนวนคู่ค้าและขยายตลาด เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

อีกแนวโน้ม คือ การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านมาตรการทางการค้าและเงื่อนไขการแข่งขัน โดยเขาอธิบายว่า ประเทศต่าง ๆ ต้องการรักษาความสามารถในการผลิตและความอยู่รอดของผู้ประกอบการในประเทศ มากกว่าปล่อยให้การแข่งขันตัดสินด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามทั้งความต้องการของตลาดและทิศทางนโยบายของประเทศคู่ค้า

โอกาสไทยคือความน่าเชื่อถือ ควบคู่การยกระดับเทคโนโลยี

สำหรับประเทศไทย คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เสนอให้รักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายและสร้างสถานะที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ โดยมองว่าการเป็นประเทศที่คู่ค้ารู้สึกปลอดภัยในการทำธุรกิจด้วย อาจเป็นข้อได้เปรียบในช่วงที่มหาอำนาจแข่งขันกันรุนแรงขึ้น แนวทางเดียวกันนี้ใช้ได้ทั้งในระดับประเทศ บริษัท และบุคคล

"The most trusted country, the most trusted company, the most trusted person"

ใจความสำคัญ คือ การเป็นประเทศ บริษัท และบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด เพราะความเชื่อมั่นจะมีน้ำหนักมากขึ้นในการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อคู่ค้าต้องประเมินความเสี่ยงระยะยาวควบคู่กับราคาและคุณภาพสินค้า

อย่างไรก็ตาม คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา เน้นย้ำว่า การสร้างความไว้ใจต้องเดินคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ ประเทศไทยและภาคธุรกิจยังจำเป็นต้องพัฒนาความพร้อมด้าน AI บล็อกเชน การพิมพ์ 3 มิติ อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ข้อเสนอของคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ต่อผู้ประกอบการจึงครอบคลุมทั้งการรักษาธุรกิจในปัจจุบันและการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ระยะสั้นต้องสร้างความเชื่อมั่น กระจายคู่ค้า และลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่วนระยะยาวต้องปรับกระบวนการทำงานและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตในเศรษฐกิจที่เอไอและระบบอัตโนมัติมีบทบาทมากขึ้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง