รีเซต

ปลุกไม่ขึ้น! SME ไทยกลายสภาพเป็นธุรกิจผีดิบเพิ่มขึ้น

ปลุกไม่ขึ้น! SME ไทยกลายสภาพเป็นธุรกิจผีดิบเพิ่มขึ้น
TNN ช่อง16
29 กันยายน 2569 ( 17:41 )
12

ล่าสุดสัดส่วนบริษัทที่เข้าข่าย Zombie Firm หรือธุรกิจที่ทำกำไรได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 11.6% ในปี 2025 จาก 11.4% ในปีก่อน และที่น่าจับตาคือปัญหานี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม SME ซึ่งมีสัดส่วนบริษัทผีดิบสูงถึง 12.3% ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีเพียงประมาณ 5%  SCB EIC เตือนว่า หากปล่อยให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่ในระบบนานเกินไป อาจไม่ได้กระทบแค่ตัวบริษัท แต่กำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะเงินทุน แรงงาน และทรัพยากรของประเทศ อาจถูกแช่อยู่กับธุรกิจที่สร้างผลิตภาพต่ำ แทนที่จะไหลไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีอนาคต

คำว่า “บริษัทผีดิบ” หรือ Zombie Firm ไม่ได้หมายถึงบริษัทที่กำลังจะปิดกิจการในทันที แต่หมายถึงธุรกิจที่ยังดำเนินกิจการอยู่ แต่ความสามารถในการทำกำไรไม่เพียงพอที่จะชำระภาระดอกเบี้ย

บริษัทที่จะเข้าข่าย Zombie Firm ต้องดำเนินกิจการมาแล้วมากกว่า 3 ปี และมี Interest Coverage Ratio หรือความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยต่ำติดต่อกัน 2 รอบบัญชีพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ตาย แต่กำลังอยู่ในภาวะที่กำไรจากการดำเนินงานไม่พอรับภาระดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อดูตัวเลขย้อนหลัง จะพบว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นก่อนโควิด สัดส่วน Zombie Firm ในกลุ่ม SME อยู่ที่ประมาณ 11.1% ขณะที่ภาพรวมธุรกิจอยู่ที่ 10.4%จากนั้นในช่วงปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนักจากโควิด สัดส่วน Zombie Firm พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 16.1% ในกลุ่ม SME  แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ในช่วงปี 2023 ถึง 2025 สัดส่วนบริษัทผีดิบบางส่วนยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิดหมายความว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะผ่านช่วงวิกฤตใหญ่มาแล้ว แต่ธุรกิจบางกลุ่มยังไม่สามารถกลับมาแข็งแรงได้เต็มที่

และเมื่อเจาะลึกตามอุตสาหกรรม กลุ่มที่มีสัดส่วน Zombie Firm สูง ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจที่พักแรมและโรงแรม รวมถึงธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม  ขณะที่ธุรกิจสุขภาพ โทรคมนาคม และธุรกิจยาง ก็เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนบริษัทผีดิบอยู่ในระดับสูงเช่นกัน

คำถามสำคัญก็คือ แล้วการมีบริษัทผีดิบจำนวนมาก ส่งผลอย่างไรกับเศรษฐกิจไทย? SCB EIC มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การที่บริษัทเหล่านี้มีหนี้ หรือทำกำไรได้น้อยแต่ปัญหาใหญ่กว่าคือ “ทรัพยากรของประเทศ”เพราะทุกบริษัทต้องใช้เงินทุน ต้องใช้แรงงาน และต้องใช้ทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจ หากทรัพยากรเหล่านี้ยังคงถูกใช้เพื่อประคองธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างผลิตภาพได้เพียงพอ ก็หมายความว่าเงินทุนและแรงงานเหล่านั้นอาจไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพมากกว่า

ผลที่ตามมาคือ เศรษฐกิจอาจสูญเสียโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ และทำให้ผลิตภาพของทั้งแรงงานและภาคธุรกิจเติบโตได้ช้าลงนี่จึงเชื่อมโยงไปถึงปัญหาใหญ่ของไทย นั่นคือ ทำไมเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ แม้จะมีการลงทุนและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามา

ดังนั้นโจทย์สำคัญของนโยบายจึงไม่ใช่การช่วยทุกธุรกิจให้รอดเหมือนกันทั้งหมดแต่ต้องแยกให้ออกว่า ธุรกิจไหนยังมีศักยภาพในการปรับตัว และธุรกิจไหนไม่สามารถแข่งขันได้แล้วกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ อาจต้องได้รับการช่วยเหลือเพื่อปรับตัว ทั้งการ Upskill Reskill การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ หรือการ Transform โมเดลธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว จำเป็นต้องมีกลไกให้เงินทุน แรงงาน และทรัพยากร สามารถเคลื่อนย้ายออกไปสู่ธุรกิจใหม่ หรือ Reallocate Resources ได้จริง

ขณะที่ข้อมูลอีกชุดจาก สสว.  พบว่า SME ไทยกำลังอยู่ในภาวะ “ไปต่อก็ยาก ถอยก็ลำบาก”เพราะผลสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในไตรมาส 2 ปี นี้พบว่า SME ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีเพียง 17.2% เท่านั้นขณะที่อีก 70.5% อยู่ในภาวะที่ธุรกิจแทบไม่มีแรงเหลือสำหรับการขยายตัว  โดยหากเจาะลึกจะพบว่า 38.2% ธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่ยังพอประคับประคองตัวได้ และอีก 32.3% มีรายได้เพียงพอสำหรับชำระหนี้ แต่ไม่เหลือมากพอที่จะนำไปลงทุนต่อส่วน SME ที่อยู่ในภาวะหนักที่สุด คือกลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่อง อยู่ระหว่างปรับโครงสร้างหนี้ หรือมีสถานะเป็นหนี้เสีย หรือ NPL มีสัดส่วน 12.3%

ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนว่า แม้ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ยังไม่ได้หยุดกิจการ แต่ความสามารถในการ “เติบโต” กลับมีข้อจำกัดอย่างชัดเจนและเมื่อดูต้นเหตุสำคัญ จะพบว่าเรื่องหนึ่งที่กดดัน SME อย่างต่อเนื่อง คือ “ต้นทุน” โดยผลสำรวจโครงสร้างต้นทุนของ SME  เมื่อเดือนสิงหาคม พบว่า ต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดคือค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป คิดเป็น 38.7% ของต้นทุนทั้งหมด ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายด้านการผลิตและการให้บริการ 17.9% ค่าแรงงานและสถานที่ 13% ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ 10.4% ค่าการตลาดและช่องทางการขาย 8.2% และต้นทุนทางการเงินรวมถึงภาษี 6.7%ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ประมาณ 5.1%

แต่สิ่งที่น่าจับตากว่าตัวโครงสร้างต้นทุน คือทิศทางของต้นทุนในเวลานี้เพราะ SME ถึง 81.9% ระบุว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นมีเพียง 15.3% ที่บอกว่าต้นทุนอยู่ในระดับเท่าเดิม และเพียง 2.8% ที่ต้นทุนลดลงหมายความว่า สำหรับผู้ประกอบการ SME แล้ว ปัญหาไม่ได้มีแค่ยอดขายหรือกำลังซื้อ แต่กำลังถูกกดดันจากต้นทุนแทบทุกด้านโดยเฉพาะภาคการผลิต ซึ่งมี SME ถึง 84% ที่ระบุว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น ถือเป็นกลุ่มที่รับแรงกดดันสูงที่สุด

และเมื่อมองไปที่ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า ภาพก็ยิ่งชัดขึ้น SME ที่มีการนำเข้าสินค้าถึง 82% ระบุว่าต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแรงกดดันจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วัตถุดิบ สินค้า พลังงาน ไปจนถึงค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ก่อนที่จะส่งต่อมายังต้นทุนการทำธุรกิจในที่สุดที่น่าสนใจคือ SME มองว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบในตลาด ตามมาด้วยราคาพลังงาน ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ความต้องการของตลาด และการปรับราคาของคู่ค้าสะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้มาจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่ถูกส่งผ่านเข้ามาตามห่วงโซ่อุปทานโดยตรง

ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า SME ถึง 70.5% อยู่ในสองกลุ่มที่ยังไปต่อได้ แต่แทบไม่มีแรงสำหรับการขยายธุรกิจคำถามคือ แล้ว SME กำลังปรับตัวอย่างไร?  ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งจึงเลือกปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่บางรายลดต้นทุนส่วนอื่น ลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า เจรจาต่อรองราคากับคู่ค้า เปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบ หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยลดต้นทุน

บางธุรกิจต้องลดจำนวนพนักงานหรือปรับรูปแบบการจ้างงาน ขณะที่บางรายต้องกู้เงินหรือหาแหล่งทุนเพิ่มเติมเพื่อรักษาสภาพคล่องแต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เกือบครึ่งหนึ่งของ SME ยังมองว่า ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นอีกในช่วง 6 เดือนข้างหน้าโดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคบริการนั่นหมายความว่า แม้ผู้ประกอบการกำลังปรับตัวอยู่ในเวลานี้ แต่แรงกดดันด้านต้นทุนก็ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะคลี่คลายลงอย่างชัดเจน

ดังนั้นสิ่งที่ SME ต้องการจากภาครัฐ จึงไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นยอดขาย แต่เป็นมาตรการที่ช่วย “ลดต้นทุน” โดยตรงผลสำรวจเดือนสิงหาคมพบว่า SME ถึง 66.5% ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าวัตถุดิบ สินค้า พลังงานเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ ค่าแรง รวมถึงค่าเช่าพื้นที่

รองลงมาคือเรื่องภาษี กฎระเบียบ และต้นทุนจากภาครัฐ 12% การตลาดและการแข่งขัน 9.5% แพลตฟอร์มออนไลน์และ Digital Economy 4.6% การเงินและการลงทุน 4.1% เทคโนโลยีและการเพิ่มผลิตภาพ 2% และการเพิ่มทักษะด้านการเงิน บัญชี ภาษี และการวางแผนต้นทุน 1.3%

ที่สำคัญ SME ไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการที่ดีบนกระดาษ แต่ต้องการมาตรการที่ “เข้าถึงง่าย เห็นผลเร็ว และตรงกับปัญหา”ทั้งการอนุมัติที่รวดเร็ว การยื่นขอสิทธิผ่านระบบออนไลน์ เงื่อนไขที่ไม่ซ้ำซ้อน การมี SME One Stop Service รวมถึงระบบที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงที่ช่วยให้ผู้ประกอบการนำมาตรการไปใช้ได้จริงรวมถึงการสนับสนุนให้ SME รวมกลุ่มกันจัดซื้อวัตถุดิบ หรือ Co-Buying การจับคู่ธุรกิจทั้ง B2B และ B2G รวมถึง Business Matching ในประเทศและต่างประเทศเพราะผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงเงินช่วยเหลือ แต่ต้องการเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนและกลับมาแข่งขันได้


และเมื่อถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการภาครัฐที่ SME ได้รับ ภาพก็ยังมีช่องว่างอยู่มีเพียง 6.1% ที่บอกว่ามาตรการช่วยได้มาก ขณะที่ 48.7% ระบุว่าช่วยได้พอสมควรแต่ยังมี 24.1% ที่มองว่าช่วยได้น้อย และอีก 21.1% ระบุว่าไม่ช่วยลดต้นทุนเลยเหตุผลสำคัญที่มาตรการไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด คือขั้นตอนหรือเงื่อนไขการเข้าร่วมมีความซ้ำซ้อน 24.8% มาตรการไม่ตรงกับปัญหาของธุรกิจ 19.8% ใช้เวลาพิจารณาและอนุมัตินาน 14.2% วงเงินหรือสิทธิประโยชน์ไม่เพียงพอ 11% และบางส่วนไม่ทราบข้อมูลข่าวสาร หรือจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมก่อนจึงจะใช้มาตรการได้

ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนภาพเดียวกันกับปัญหา “บริษัทผีดิบ” ที่กำลังเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยเพราะเมื่อ SME จำนวนมากมีรายได้เพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ แต่ไม่มีเงินเหลือสำหรับลงทุน ขณะที่ต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจเหล่านี้ก็มีโอกาสเข้าสู่ภาวะที่ต้องประคับประคองตัวเองไปเรื่อย ๆ

ดังนั้นโจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้ SME “ไม่ล้ม”แต่ต้องทำอย่างไรให้ SME กลับมามีความสามารถในการลงทุน เพิ่มผลิตภาพ และแข่งขันได้อีกครั้งมาตรการระยะสั้นอย่างการลดต้นทุนจึงอาจช่วยประคองธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะต่อไปยังจำเป็นต้องยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มทักษะแรงงาน ปรับกระบวนการผลิต สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยง SME เข้ากับห่วงโซ่อุปทานใหม่

เพราะถ้า SME ไทยยังอยู่ในภาวะที่ “รายได้พอจ่ายหนี้ แต่ไม่มีเงินลงทุน” เป็นเวลานาน เศรษฐกิจก็อาจติดอยู่กับการเติบโตแบบประคองตัวและนี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ว่า จะทำอย่างไรให้ SME จากธุรกิจที่กำลัง “ประคองตัว” กลับมาเป็นธุรกิจที่สามารถ “เติบโตและลงทุน” ได้อีกครั้ง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง