รีเซต

AI บูมเขย่าตลาด “แรงงาน” เสี่ยงกระทบ เด็กจบใหม่หางานยาก ต้นทุนพุ่งกดดันเงินเดือน

AI บูมเขย่าตลาด “แรงงาน” เสี่ยงกระทบ เด็กจบใหม่หางานยาก ต้นทุนพุ่งกดดันเงินเดือน
TNN ช่อง16
22 ตุลาคม 2569 ( 11:22 )
6

การเติบโตของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจทั่วโลก ทั้งการสร้างรายได้ การบริหารต้นทุน และการจ้างงาน ขณะที่คนทำงานต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่โอกาสเริ่มต้นอาชีพไปจนถึงความก้าวหน้าด้านรายได้

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า AI อาจส่งผลกระทบต่องานทั่วโลกถึง 40% และเพิ่มเป็น 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่บางบริษัทเริ่มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเทคโนโลยีที่สูงขึ้น จนกระทบการปรับเงินเดือนและแผนจ้างพนักงาน

IMF เตือน AI กระทบงานทั่วโลก 40% ประเทศพัฒนาแล้วเสี่ยง 60%

สำนักข่าว Reuters รายงานจากการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก แต่ในเวลาเดียวกันก็กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อตลาดแรงงาน การศึกษา และระบบภาษี

IMF ประเมินว่า AI อาจกระทบงานทั่วโลกประมาณ 40% และในประเทศพัฒนาแล้วราว 60% เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วมีงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดและประมวลผลข้อมูลในสัดส่วนสูง จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีมากกว่า

ผลกระทบจาก AI มีทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยด้านบวกคือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อ AI เข้ามาช่วยทำงานบางส่วน พนักงานสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้นและใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

IMF ระบุว่า แรงงานที่สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้ อาจมีผลิตภาพและค่าจ้างเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าโอกาสเติบโตด้านรายได้จะมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอีกด้านคือการลดบทบาทของแรงงาน เมื่อระบบ AI สามารถรับหน้าที่สำคัญบางส่วนที่มนุษย์เคยทำ อาจทำให้ความต้องการแรงงานลดลง ส่งผลต่อระดับค่าจ้างและการรับพนักงานใหม่

การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากการปรับหน้าที่และแผนจ้างงาน ก่อนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงานในองค์กร

ในกรณีที่ผลกระทบรุนแรง IMF ระบุว่า งานบางประเภทอาจหายไปจากตลาดแรงงาน ทำให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบต้องเปลี่ยนไปทำหน้าที่ใหม่ การฝึกทักษะและมาตรการช่วยเหลือระหว่างเปลี่ยนงานจึงมีความสำคัญมากขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการ การลงทุน AI จึงควรเริ่มจากการประเมินว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนงานส่วนใดของกิจการ พร้อมกำหนดเป้าหมายด้านประสิทธิภาพและทักษะที่พนักงานต้องพัฒนา เพื่อให้ธุรกิจได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีควบคู่กับการเตรียมบุคลากรให้พร้อม

เด็กจบใหม่เสี่ยงหางานยาก ตลาดแรงงานเริ่มต้องการทักษะ AI

การใช้ AI ในภาคธุรกิจยังส่งผลต่อโอกาสการทำงานของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน

Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ กล่าวบนเวที IMF–World Bank ว่า ความต้องการจ้างงานแรกหลังสำเร็จการศึกษากำลังลดลง สะท้อนความเสี่ยงที่เด็กจบใหม่อาจเผชิญความยากลำบากในการหางาน

หากตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลดลง ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปถึงการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร เพราะบริษัทจำเป็นต้องมีพนักงานรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ เพื่อเติบโตไปรับหน้าที่สำคัญในอนาคต

การลดงานพื้นฐานจึงอาจทำให้ธุรกิจต้องออกแบบเส้นทางฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานใหม่

ขณะเดียวกัน IMF เปิดเผยผลการศึกษาเบื้องต้นว่า 1 ใน 10 งานในสหรัฐฯ ต้องการทักษะ AI สะท้อนว่าความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการในตลาดแรงงาน

สำหรับคนทำงาน ความสามารถในการใช้ AI เพื่อช่วยทำงาน รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ อาจเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

ส่วนผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาทั้งทักษะที่จำเป็นสำหรับการรับพนักงานใหม่ และทักษะที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมให้บุคลากรเดิมได้


ธนาคารโลกชู Small AI ช่วยธุรกิจรายเล็กเพิ่มผลิตภาพ

อีกแนวทางที่ได้รับความสนใจในการประชุมคือการใช้ Small AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในระบบขนาดใหญ่

ธนาคารโลกอธิบายว่า Small AI เน้นการใช้งานที่ปฏิบัติได้จริง มีต้นทุนเข้าถึงได้ และเหมาะสมกับภาษา โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงงบประมาณของแต่ละประเทศ

Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ยกตัวอย่างการนำ AI ที่ใช้กำลังประมวลผลไม่มากไปช่วยเกษตรกร คลินิก และครู

แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจรายเล็กนำ AI มาเพิ่มความสามารถของพนักงาน โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนจำนวนมาก

สำหรับกิจการไทย แนวทางที่ควรพิจารณาคือการเริ่มทดลองใช้ AI กับงานที่มีเป้าหมายชัดเจนและควบคุมต้นทุนได้ ก่อนประเมินผลทั้งเวลาที่ประหยัด คุณภาพงาน และทักษะที่พนักงานได้รับ แล้วจึงตัดสินใจขยายการลงทุน

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคโนโลยีต้องพิจารณาควบคู่กับค่าใช้จ่าย เพราะต้นทุน AI ที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบการจัดสรรงบประมาณของบริษัท รวมถึงงบประมาณด้านบุคลากรด้วย

Zoho งดขึ้นเงินเดือนปี 2026 หลังต้นทุน AI พุ่ง

ตัวอย่างของผลกระทบด้านต้นทุนเกิดขึ้นกับบริษัทซอฟต์แวร์ Zoho ซึ่งต้องบริหารค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับความสามารถในการดูแลพนักงาน

Financial Express รายงานว่า Zoho ประกาศไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้พนักงาน หลังเผชิญค่าใช้จ่าย AI ที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มธุรกิจซอฟต์แวร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

Sridhar Vembu ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Zoho เปิดเผยว่า ราคาเซิร์ฟเวอร์ที่บริษัทต้องใช้เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ทำให้ต้นทุนการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับศูนย์ข้อมูลสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้นตามไปด้วย บริษัทจึงต้องพยายามควบคุมรายจ่ายส่วนนี้

ผลที่เกิดขึ้นคือ Zoho ไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2026 พร้อมปรับลดงบประมาณบางส่วน รวมถึงงบการตลาด เนื่องจากบริษัทยังไม่ต้องการใช้มาตรการปลดพนักงาน

นอกจากนี้ จำนวนพนักงานของบริษัทยังไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นเวลา 18 เดือนแล้ว

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า ผลกระทบจาก AI ต่อตลาดแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการทดแทนงานเท่านั้น แต่ยังอาจปรากฏผ่านการชะลอขึ้นเงินเดือนและการจำกัดการขยายทีมงาน

เมื่อค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น บริษัทอาจมีความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบประมาณด้านอื่นลดลง

สำหรับพนักงาน การไม่ปรับเงินเดือนหมายถึงรายได้ประจำยังอยู่ในระดับเดิม ขณะที่บริษัทต้องประเมินว่าเงินที่ลงทุนกับ AI สามารถสร้างรายได้เพิ่มหรือช่วยลดต้นทุนส่วนอื่นได้มากเพียงใด

ผู้ประกอบการไทยจึงควรนำต้นทุนทั้งหมดมาประเมินก่อนขยายการใช้ AI ทั้งค่าระบบ ค่าใช้งานต่อเนื่อง และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงาน พร้อมกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจน

ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI 10.3 ล้านล้านดอลลาร์ รายได้ต้องเติบโตตาม

นอกจากต้นทุนระดับบริษัทแล้ว การขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกยังต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และมีคำถามสำคัญว่ารายได้ในอนาคตจะเพียงพอรองรับต้นทุนหรือไม่

บทวิเคราะห์ของ Reuters อ้างประมาณการของ Stijn Van Nieuwerburgh ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ว่า ต้นทุนการจัดหาเงินทุนเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ระหว่างปี 2025–2032 อยู่ที่ประมาณ 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทน 10% การลงทุนดังกล่าวจะต้องสร้าง รายได้ประมาณ 3.55 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2032 เพื่อรองรับการคืนเงินลงทุน การเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพ และผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุน

ตัวเลขนี้สะท้อนความท้าทายของอุตสาหกรรม AI ที่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนจำนวนมากให้กลายเป็นรายได้จริง

ผู้ให้บริการ AI จำเป็นต้องพัฒนาบริการที่ลูกค้ายอมจ่าย ขณะที่ลูกค้าองค์กรต้องเห็นประโยชน์มากเพียงพอที่จะใช้งานอย่างต่อเนื่อง

หากรายได้เติบโตช้ากว่าต้นทุน อาจเพิ่มแรงกดดันต่อกำไรและแผนขยายกิจการ

อีกปัจจัยสำคัญคืออายุการใช้งานของอุปกรณ์ หากอุปกรณ์เทคโนโลยีมีอายุทางเศรษฐกิจสั้นลง บริษัทก็จำเป็นต้องลงทุนทดแทนเร็วขึ้น ส่งผลให้รายได้ที่ต้องสร้างเพื่อรองรับการลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย

สำหรับผู้ประกอบการ การประเมินความคุ้มค่าของ AI จึงควรพิจารณาทั้งรายได้ใหม่ที่เทคโนโลยีช่วยสร้าง และค่าใช้จ่ายที่ลดลงจริง เทียบกับค่าระบบ ค่าใช้งาน และเงินลงทุนที่ต้องจ่ายต่อเนื่อง

การวัดผลเป็นรายกระบวนการจะช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้นว่าควรขยายการลงทุนหรือปรับแผน


ธุรกิจไทยต้องใช้ AI ให้คุ้มค่า พร้อมพัฒนาทักษะแรงงาน

การเติบโตของ AI กำลังสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน โดยผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพได้ อาจมีโอกาสสร้างรายได้และเติบโตในอาชีพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน งานบางประเภทอาจถูกลดบทบาท เด็กจบใหม่อาจเผชิญการแข่งขันในการหางานสูงขึ้น และบางบริษัทอาจต้องชะลอการปรับค่าตอบแทนเพื่อบริหารต้นทุนเทคโนโลยี

สำหรับธุรกิจไทย ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การลงทุน AI ให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับกิจการ ควบคุมต้นทุน และพัฒนาพนักงานให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีได้จริง

ความได้เปรียบในการแข่งขันระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อม AI เข้ากับความต้องการของลูกค้า พร้อมสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุน และพัฒนาคนทำงานให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง