"จีน-อินเดีย-รัสเซีย" 3 ชาติ กับ น้ำมัน ใครซื้อ ใครขาย ผลประโยชน์อย่างไร?

"รัสเซีย"เนื้อหอม! จีน-อินเดีย แย่งซื้อน้ำมันราคาถูก สงครามตะวันออกกลางบีบตลาดพลังงานโลก
ของถูกใคร ๆ ก็อยากได้ โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ที่เป็นต้นทุนสำคัญของทั้งเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน
วันนี้กำลังเกิดภาพที่น่าจับตา เมื่อจีนและอินเดีย สองประเทศยักษ์ใหญ่ที่ใช้น้ำมันมหาศาล ต้องเร่งหาน้ำมันจากแหล่งที่ราคาถูกและส่งมอบได้ ขณะที่เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงคราม
หนึ่งในตัวเลือกสำคัญคือ “น้ำมันรัสเซีย” แต่ปัญหาคือ เมื่อทั้งจีนและอินเดียต้องการน้ำมันจากแหล่งเดียวกันมากขึ้น ขณะที่การส่งออกของรัสเซียเองก็เริ่มมีข้อจำกัด เกมแย่งซื้อน้ำมันราคาถูกจึงเริ่มเข้มข้นขึ้น
จีน–อินเดีย ประเทศใหญ่ แต่น้ำมันในประเทศไม่พอ
จีนและอินเดียมีทั้งประชากรจำนวนมหาศาลและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้ความต้องการพลังงานสูงตามไปด้วย แต่ทั้งสองประเทศยังผลิตน้ำมันเองไม่เพียงพอ จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
ปัญหาคือ วันนี้การหาน้ำมันเข้าประเทศไม่ง่ายเหมือนเดิม เพราะเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ เผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ฮอร์มุซเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่ขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะเอเชีย เมื่อเส้นทางนี้มีความเสี่ยง ต้นทุนขนส่งและประกันภัยก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็ต้องรีบมองหาแหล่งน้ำมันสำรอง และหนึ่งในแหล่งที่ทั้งจีนและอินเดียมองข้ามไม่ได้ก็คือ “รัสเซีย”
น้ำมันรัสเซีย จากของถูกกลายเป็นของสำคัญ
น้ำมันรัสเซียกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของอินเดียและจีนอย่างชัดเจน หลังเกิดสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2022 เมื่อชาติตะวันตกคว่ำบาตรและลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย มอสโกจึงต้องหาตลาดใหม่ ขณะที่จีนและอินเดียเห็นโอกาสในการซื้อน้ำมันในราคาส่วนลดจากตลาดโลก
สำหรับอินเดีย น้ำมันรัสเซียมีความสำคัญมาก เพราะเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันจำนวนมาก แต่ผลิตเองได้ไม่พอ อินเดียจึงสามารถซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาที่จูงใจ นำมากลั่นเป็นดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ใช้ในประเทศ รวมถึงส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันบางส่วนไปยังตลาดต่างประเทศ จุดนี้ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของรัสเซีย
แต่วันนี้ “น้ำมันรัสเซีย” ก็เริ่มตึงตัว
ปัญหาคือ น้ำมันรัสเซียยังมีอยู่ แต่การผลิตและส่งออกเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งออก เพราะรัสเซียต้องจัดสรรน้ำมันบางส่วนเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศด้วย Reuters รายงานว่า รัสเซียปรับลดประมาณการผลิตน้ำมันปี 2026 เหลือประมาณ 9.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009
ฝั่งอินเดียก็เริ่มเห็นผลกระทบชัดขึ้น ข้อมูลจาก Kpler ที่ Reuters รายงานระบุว่า การนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียในเดือนสิงหาคมลดลงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน สาเหตุมีทั้งการปรับตัวหลังจากเร่งซื้อน้ำมันอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า ปริมาณน้ำมันรัสเซียที่ส่งออกลดลง และการแข่งขันจากจีนที่เพิ่มขึ้น
จีนเข้ามาแย่งน้ำมันรัสเซียกับอินเดีย?
คำว่า “แย่ง” อาจไม่ใช่การเปิดศึกระหว่างสองประเทศโดยตรง แต่เป็นการแข่งขันที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์พลังงานโลก จีนเองก็ต้องหาทางเลือกใหม่ เพราะความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซทำให้การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนมากขึ้น
น้ำมันรัสเซียจึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญ Reuters รายงานว่า จีนเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียทางทะเล โดยเฉพาะจากท่าเรือทางตะวันออกของรัสเซีย
ที่ผ่านมา จีนและอินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียอยู่แล้ว แต่มีลักษณะเหมือนแบ่งเส้นทางกัน โดยจีนรับน้ำมันจากฝั่งตะวันออกมากกว่า ขณะที่อินเดียรับจากฝั่งตะวันตก
แต่เมื่อความต้องการน้ำมันจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น ขณะที่แหล่งน้ำมันและเส้นทางขนส่งมีข้อจำกัด การแข่งขันเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีที่สุดจึงมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
อินเดียต้องกระจายความเสี่ยง
สำหรับอินเดีย บทเรียนสำคัญ คือ น้ำมันถูกอย่างเดียวไม่พอ ต้องมั่นใจว่าน้ำมันจะส่งมาถึงด้วย โรงกลั่นขนาดใหญ่ลงทุนกันเป็นพันล้านดอลลาร์ หากไม่มีน้ำมันดิบป้อนเข้าระบบ โรงกลั่นก็เดินไม่ได้ และเมื่อโรงกลั่นหยุด ผลิตภัณฑ์อย่างดีเซล เบนซิน และเชื้อเพลิงเครื่องบินก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
อินเดียจึงเริ่มหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มขึ้น Indian Oil Corporation หรือ IOC เปิดประมูลซื้อน้ำมันจากหลายภูมิภาค ตั้งแต่อ่าวเปอร์เซีย แอฟริกาตะวันตก ไปจนถึงทวีปอเมริกา
Reuters รายงานว่า IOC ซื้อน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตกหลายเกรด รวมถึงจากแองโกลาและคองโก ขณะที่ Mangalore Refinery จัดหาน้ำมันจากโอมานเพิ่มขึ้น ภาพนี้สะท้อนชัดว่า อินเดียกำลังยอมจ่ายต้นทุนเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันหรือค่าขนส่ง เพื่อแลกกับ “ความมั่นคงด้านพลังงา
จีนเองก็ไม่ได้สบาย
แม้จีนจะมีโอกาสซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจีนไม่มีความเสี่ยง ข้อมูล Reuters ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันของเอเชียในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 23.12 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตราว 14% ขณะที่การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางของอินเดียลดลงอย่างมากจากปัญหาการเดินเรือ
จีนจึงต้องเร่งล็อกแหล่งน้ำมันที่สามารถเข้าถึงได้ และรัสเซียก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ แต่มีอีกประเด็นที่น่าสนใจ แม้จีนจะยังเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ความต้องการน้ำมันของจีนไม่ได้เติบโตแรงเหมือนในอดีต เพราะจีนกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่เศรษฐกิจเองก็ชะลอลง
Reuters รายงานว่า การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนในเดือนกรกฎาคมลดลงมากกว่า 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น จีนอาจต้องการรักษาความมั่นคงด้านน้ำมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงเหมือนที่ผ่านมา
น้ำมันโลกสะเทือนถึงไทย
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่การแข่งขันระหว่างจีน อินเดีย และรัสเซีย เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของแทบทุกอย่าง ตั้งแต่การเดินทาง การผลิตสินค้า ขนส่ง ไปจนถึงค่าไฟและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน
หากเส้นทางขนส่งพลังงานโลกมีความเสี่ยง ขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ถูกจำกัดการส่งออก และประเทศผู้บริโภครายใหญ่ต้องเร่งหาน้ำมันสำรอง ราคาพลังงานโลกก็มีโอกาสผันผวนมากขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่คำถามว่า “จีนหรืออินเดีย ใครจะได้น้ำมันรัสเซียมากกว่า?” แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “โลกจะมีน้ำมันเพียงพอในราคาที่รับไหวหรือไม่?”
เพราะถ้าน้ำมันแพง ต้นทุนทุกอย่างก็แพงตาม และหากน้ำมันสะดุด เศรษฐกิจทั้งโลกก็สะเทือนได้ รวมถึงไทย เพราะวิกฤตพลังงานโลกไม่เคยอยู่ไกลตัวเรา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
