รีเซต

สภาธุรกิจตลาดทุนชี้หุ้น 3 กลุ่มโอกาสรอดสูง แม้สงครามผันผวน

สภาธุรกิจตลาดทุนชี้หุ้น 3 กลุ่มโอกาสรอดสูง แม้สงครามผันผวน
TNN ช่อง16
11 พฤษภาคม 2569 ( 18:46 )
14

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)  เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจาก ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อ ทั่วโลก


โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนเมษายน 2569 ภาพรวมดัชนีอยู่ที่ระดับ 114.16 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ "ทรงตัว (Neutral)" แต่ถือเป็นการปรับตัวดีขึ้น และเป็นการดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมาหลังจากที่ตกลงไปในเดือนก่อนหน้า มีปัจจัยหนุน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง เป็นปัจจัยบวกที่นักลงทุนให้ความสนใจมากที่สุด รวมถึงตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่พุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาทในไตรมาสเดียว ซึ่งสะท้อนภาพรวมที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา


ส่วนปัจจัยฉุดตลาดในปัจจุบัน คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นมากที่สุด รวมถึงความกังวลเรื่องสงครามการค้า และวินัยทางการคลังของไทย    

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันมองดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเริ่มสะท้อนมุมมองเชิงบวกมากขึ้น โดยดัชนีกลับมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 จุด แต่นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการลงทุน เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ยังเป็นความเสี่ยงที่สูงและรุนแรงมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์สถานการณ์ได้ยากและพลิกผันได้ตลอดเวลา และมีโอกาสที่จะเห็นความไม่แน่นอนเช่นนี้เกิดต่อเนื่องในระยะ 2 ปีครึ่งนับจากนี้ 


ส่วนแนวโน้มระยะสั้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ มีความน่ากังวลเรื่องปรากฏการณ์ Sell in May โดยเฉพาะหากสถานการณ์ระหว่างอเมริกาและอิหร่านไม่สามารถตกลงกันได้ ดัชนีอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่หากเจรจากันได้ หุ้นก็อาจไปต่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ 

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในระดับ 1.5-2% ตามเดิม จากความผันผวนที่มีมากขึ้น มองว่ายังเร็วไปที่จะปรับจากทั้งข่าวดีและข่าวร้ายที่เข้ามากระทบ แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากการที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดเก่าถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ 


แต่หากไทยสามารถดึงการลงทุนและดึงเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาได้สำเร็จ โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เศรษฐกิจไทยจะมีโอกาสเติบโตได้ถึง 4 - 4.5% 

 แต่โจทย์ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ คือ "การเอาตัวรอด" จากวิกฤต มากกว่าการตั้งเป้าการเติบโตสูงๆ

สำหรับผลของ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลต่อเศรษฐกิจไทยนั้น นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ดี (กันไว้ดีกว่าแก้) แต่ข้อเสนอแนะต่อการใช้เงินนั้นมองว่าไม่ควรนำเงินไปใช้พยุงราคาน้ำมัน เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจจะไม่จบง่ายๆ สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยควรนำเงินไปใช้ปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เช่น โครงการส่งเสริม Solar Rooftop ที่อาจทำเหมือนโครงการคนละครึ่งที่รัฐช่วยหนุนบงส่วน ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าและช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางได้ หรือ ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นต้น 


ส่วนในรายละเอียดของภาคธุรกิจไทย แม้ว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมามีการขยายตัวในทิศทางที่ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับกระแสเทคโนโลยี AI (AI Boom )ในอเมริกา ซึ่งเป็นความต้องการใช้งานจริงในภาคธุรกิจทั่วโลก ส่วนแนวโน้มการท่องเที่ยวในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีความน่ากังวล และอาจได้รับผลกระทบหนักกว่าที่คิด เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้คนไม่กล้าเดินทาง รวมถึงปัญหาค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น และมีการยกเลิกเที่ยวบิน


ถามว่าการพบกันของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในสัปดาห์นี้ (13-15 พ.ค. 2569) จะช่วยให้สถานการณ์ในสงครามอิหร่านผ่อนคลายลงได้หรือไม่นั้น 

ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองว่า ยังคาดหวังได้น้อย การประชุมในวันที่ 14-15 พ.ค.นี้ถูกมองว่าเป็นเพียงการพบปะเพื่อถ่ายรูป และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ยากที่จะหาคำตอบร่วมกันในประเด็นที่ขัดแย้งที่รุนแรงได้ เช่น เรื่องไต้หวัน และการที่จีนซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

 

บวกกับท่าทีของอเมริกาต่อข้อเสนอของอิหร่านล่าสุดนั้น "ทรัมป์ " ยังระบุถึง การยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง" (Totally unacceptable) และสหรัฐฯ ยังมีการเตรียม "แผน B" ซึ่งรวมถึงการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ทางทหาร เพื่อเตรียมจัดการขั้นสูงสุดหากการเจรจาล้มเหลวด้วย 

 

สำหรับมุมมองต่อการลงทุนในภาวะสถานการณ์ยังผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนด้าน Geopolitics นั้น ประธานกรรมการ FETCO กล่าวว่า กลุ่มหุ้นในธุรกิจที่เป็นทางรอดในภาวะที่ความผันผวนยังสูงนั้น มี 3 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มอาหาร (Food) : เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์และมีความต้องการสม่ำเสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร

 

2) กลุ่มแบงก์ (Bank) : ถือเป็นกลุ่มที่ มั่นคงและปลอดภัย ต่อเงินต้นของนักลงทุนในภาวะผันผวน และ กลุ่มปิโตรเคมี (Petrochemical) : จะได้รับอานิสงส์ในช่วงที่ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น


นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้ติดตามกลุ่ม AI และ Data Center ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุนในอนาคต แต่ต้องระวังเรื่องราคาที่ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว 


ทั้งนี้ สำหรับมาตรการดูแลตลาดทุน FETCO ได้เตรียมข้อเสนอที่จะเข้าไปพบกับรัฐบาล โดยมีกำหนดนัดหมายพบกับกระทรวงการคลังกลางเดือนมิ.ย. 2569 นี้ เพื่อเสนอรายละเอียดในเรื่อง (Thailand Individual Savings Account) เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น , การส่งเสริมธุรกิจใหม่ๆ โดยให้ธุรกิจต่างชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากสคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  และการใช้ประโยชน์จากตลาดทุนในการเข้าจดทะเบียน (BOI to IPO) และลดข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาลงทุน เป็นต้น 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง