สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ชงคลังเดินหน้า "กองทุน TISA" ต่อ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO กล่าวว่า ในวันนี้ได้มาเข้าพบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอแนวทางและบทบาทของตลาดทุนในการสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
พร้อมทั้งผลักดันการรื้อฟื้นและปรับปรุงเงื่อนไขบัญชีออมและลงทุนส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ หรือ "กองทุน TISA" ที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความยั่งยืนทางการเงินแก่ประชาชนและการลงทุนในประเทศ
โดยการเข้าพบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 เรื่อง คือ การแสดงความพร้อมในการใช้กลไกตลาดทุนเข้ามาช่วยขับเคลื่อน และสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยตลาดทุนเองยังมีศักยภาพสูงพอที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในส่วนนี้ได้
2.การมารับโจทย์จากทางรัฐมนตรีว่าตลาดทุนสามารถช่วยสนับสนุนในจุดใดได้อีก และ 3.การนำเสนอประเด็นที่ยังค้างคาอยู่จากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบกองทุน TISA ซึ่งปัจจุบันมีความเห็นตรงกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐไปแล้วกว่าร้อยละ 90
อย่างไรก็ตามกองทุน TISA ในรูปแบบใหม่นี้จะถูกออกแบบให้เป็น "โครงการถาวร" เพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์ในระยะยาวและสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุนให้คนไทย ไม่ใช่มาตรการชั่วคราวเพื่อกระตุ้นหุ้นระยะสั้น
ข้อดีของมาตรการนี้ คือ ความต่อเนื่องและถาวร ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างสม่ำเสมอ แตกต่างจากระบบเดิมที่เป็นมาตรการชั่วคราว และอาจกลายเป็นระเบิดเวลาแก่ตลาดหุ้นเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาแล้วมีแรงเทขายออกมาพร้อมกันเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึก เช่น วงเงินสูงสุดที่ตั้งไว้ หรือประเด็นกระแสข่าวที่ว่าผู้มีรายได้สูงจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนน้อยกว่าผู้มีรายได้ต่ำนั้น ยังต้องรอการสรุปในรายละเอียดร่วมกันอีกครั้ง เนื่องจากฝั่งรัฐบาลเองต้องพิจารณาความพอดี รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระภาษีที่รัฐต้องสนับสนุน
ส่วนเมื่อถามถึงผลกระทบ และสภาวะตลาดทุนไทยต่อปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และสถานการณ์ในประเทศอินโดนีเซีย ทางสภาตลาดทุนมองว่า ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากเงินเฟ้อไทยไม่ได้รุนแรงและกระจายวงกว้างเท่ากับประเทศอื่น
โดยเงินเฟ้อของไทยมาจากภาคอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสงครามเป็นหลัก ทำให้เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยจะยังไม่ปรับขึ้นเหมือนกับต่างประเทศ
นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยบวกจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกที่ออกมาสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนยังคงมีความคาดหวังในเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
