จับตา Sell in May! เตือนระวังความขัดแย้งตะวันออกกลางปะทุ ชี้เป้า "อิเล็กทรอนิกส์" โดดเด่นรับส่งออกฟื้น

ตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 เผชิญความท้าทายจากโอกาสเกิดปรากฏการณ์ Sell in May หลังบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกถูกกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่อแววรุนแรงขึ้น ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องพึ่งพาการประกาศงบไตรมาส 1 และการแข็งค่าของเงินบาทเป็นตัวช่วยประคองตลาด ด้านผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐบาลควรปรับเป้าหมายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปที่กลุ่มคนมีกำลังซื้อ พร้อมชูหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นดาวเด่นที่น่าจับตาในขณะนี้
คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัดประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าติดตามดังนี้
ปัจจัยกดดัน ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางเสี่ยงบานปลาย
ตลาดหุ้นทั่วโลกและสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายอย่างหนักจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบในตะวันออกกลางที่มีความตึงเครียดสูงขึ้น
- การปะทะและข้อเสนอเจรจา มีรายงานการใช้โดรนโจมตีเรือขนส่งสินค้าของ UAE และความพยายามของอิหร่านที่ยื่นข้อเสนอ 14 ข้อต่อสหรัฐฯ (เช่น การยกเลิกการปิดล้อม และการเพิ่มสัดส่วนยูเรเนียมไม่เกิน 3.6% ที่ไม่ใช่ระดับอาวุธ) เพื่อแลกกับสันติภาพในอ่าวเปอร์เซียภายในกรอบเวลา 30 วัน
- Project Freedom สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้ากว่า 2,000 ลำ ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมีสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่อาจดันราคาน้ำมันดิบ (Brent) ให้พุ่งทำสถิติใหม่ และเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นไทยต่อ
เงินบาทและงบ Q1 ช่วยพยุงหุ้นไทย
แม้ปัจจัยต่างประเทศจะกดดันหนัก แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ช่วยลดทอนความเสียหายได้บ้าง
- ค่าเงินบาทฟื้นตัว การเข้ามาแทรกแซงค่าเงินเยนของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่งผลดีทางอ้อมให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น ประกอบกับตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนมีนาคมที่กลับมา "เกินดุล" ช่วยพยุงไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าจนเกินไป
- ผลประกอบการไตรมาส 1/69 การทยอยประกาศงบของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่มีทิศทางออกมาดี จะเป็นตัวช่วยประคองดัชนีและสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้ในระยะสั้น
มุมมองต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
สำหรับนโยบายกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลที่เตรียมออกมาในรูปแบบคล้าย "คนละครึ่ง" (รัฐสมทบ 60% ประชาชนออก 40% วงเงินประมาณ 4,000 บาท ครอบคลุม 30 ล้านคน) คุณประกิต มองว่า เป็นเพียงการพยุงเศรษฐกิจ โครงการลักษณะนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบทวีคูณให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจำเป็นต้องออกนโยบายที่ดึงดูดให้กลุ่มคนที่มีฐานะหรือ "คนรวย" นำเงินเก็บออกมาใช้จ่ายลงทุน
กลยุทธ์การลงทุน "อิเล็กทรอนิกส์" คือหลุมหลบภัย
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดที่ยังมีความเสี่ยงสูงจากต่างประเทศ และเม็ดเงินต่างชาติที่ยังไม่ไหลกลับเข้าหุ้นไทยอย่างเต็มที่ คุณประกิต ให้คำแนะนำการจัดพอร์ตลงทุนดังนี้
- หลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวตามตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
- เน้นกลุ่มตั้งรับ (Defensive) และส่งออก กลุ่มที่โดดเด่นและน่าจับตาที่สุดในตอนนี้คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนตามตัวเลขการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาขยายตัวได้ดี ถือเป็นหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยและมีโอกาสเติบโตในไตรมาสนี้