ยูเออีเปลี่ยนเส้นทางขนส่งหนี “ช่องแคบฮอร์มุซ” ต้นทุนพุ่ง เสี่ยงกระทบการค้าโลก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 1 เดือน กำลังส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อ “เส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก” อย่างช่องแคบฮอร์มุซ แม้อิหร่านจะเริ่มผ่อนคลายให้เรือขนส่งน้ำมันบางส่วนผ่านได้ แต่หลายประเทศยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย
ล่าสุด สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจำเป็นผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 80–90% จำเป็นต้องเร่งปรับเส้นทางขนส่งใหม่ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “คอขวดพลังงานโลก” โดยมีการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ประมาณ 20% ของโลก และเป็นเส้นทางหลักของสินค้านำเข้ากว่า 70% ของประเทศในอ่าวอาหรับ
เมื่อเส้นทางนี้มีความเสี่ยงสูง จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
เส้นทางหลัก ที่ถูกนำมาใช้ทดแทนมี 4 เส้นทาง ได้แก่
1. อ่าวโอมาน ซึ่งเป็นการขนส่งผ่านทะเล
2. เส้นทางทะเลแดง-ซาอุดีอาระเบีย เป็นการขนส่งทางทะเล แล้วมาใช้เส้นทางบกขนส่งต่อ
3.เส้นทางอินเดีย-ศรีลังกา เป็นการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) เพื่อส่งต่อมายังยูเอดี
4 .อ้อมแหลมกู๊ดโฮป เป็นการขนส่งทางทะเล แต่ระยะทางยาวขึ้น
ถ้าดูแต่ละเส้นทางมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกัน
-เส้นทางอ่าวโอมานถูกใช้มากที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความจุและความเสี่ยงจากการถูกโจมตีจากสถานการณ์ความไม่สงบ
- ขณะที่เส้นทางทะเลแดง-ซาอุฯ ต้องพึ่งพาการขนส่งต่อทางบกใช้รถยนต์ถึง 80,000 เที่ยวต่อวัน ทำให้ใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง
-ส่วนเส้นทางอินเดีย-ศรีลังกาเป็นการถ่ายลำ ซึ่งช่วยเลี่ยงความเสี่ยงได้ แต่ต้องใช้เวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-20 วัน
-ขณะที่เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ช่วยรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าได้มาก แต่ใช้เวลานานที่สุด และทำให้ต้องเสียต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าประกันภัยสูงกว่าเส้นทางอื่นๆ
สถานการณ์ในตะวันออกลาง ดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยสงคราม และค่าธรรมเนียมท่าเรือ ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ผู้ประกอบการในยูเออี พยายามปรับตัว ทั้งการใช้เส้นทางผสมผสาน (Multimodal) การเพิ่มสต๊อกสินค้า และการหาทางเลือกขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าที่เน่าเสียง่าย รวมถึงการหันไปใช้เส้นทางสำรอง แต่ก็ยังเผชิญอุปสรรคใหญ่หลวง เช่น ค่าใช้จ่ายพุ่ง ความจุจำกัด และความเสี่ยงจากโดรนโจมตี
ผู้เชี่ยวชาญ มองว่า วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยน ของโครงสร้างการค้าโลก ทำให้ธุรกิจหันมาพึ่งพาเส้นทางสำรองมากขึ้น และลดการพึ่งพาเส้นทางเดียว
ระยะต่อไป หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ จะยิ่งกดดันต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าจำนวนมาก
แม้เส้นทางทางเลือก จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน แต่ยังไม่สามารถทดแทนฮอร์มุซได้เต็มที่ ทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ