รีเซต

หมอวิเคราะห์ต้นตอ "ไวรัสตับอักเสบเอ" อายุต่ำกว่า 40 ปีไม่มีภูมิต้านทาน

หมอวิเคราะห์ต้นตอ "ไวรัสตับอักเสบเอ" อายุต่ำกว่า 40 ปีไม่มีภูมิต้านทาน
TNN ช่อง16
26 เมษายน 2569 ( 09:43 )
15

ไวรัสตับอักเสบเอ ภัยใกล้ตัวที่ป้องกันได้

ในช่วงที่โรคติดต่อยังคงเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ต้องเฝ้าระวัง “ไวรัสตับอักเสบเอ” เป็นอีกหนึ่งโรคที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะมักไม่รุนแรงเท่าไวรัสตับอักเสบชนิดอื่น แต่แท้จริงแล้วสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่เพียงพอ

ไวรัสตับอักเสบเอคืออะไร

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินอาหาร

1 มกราคม – 20 เมษายน 69 พบผู้ป่วย 672 ราย

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าสถานการณ์ของโรคไวรัสตับอักเสบเอ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 20 เมษายน 2569 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา พบผู้ป่วย 672 ราย ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงาน จังหวัดที่มีผู้ป่วยมากที่สุด คือ จังหวัดชลบุรี รองลงมา คือ ระยอง กรุงเทพมหานคร และจันทบุรี ตามลำดับ 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนจากการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้แม้ผู้ติดเชื้อยังไม่แสดงอาการ โดยเชื้อสามารถพบในอุจจาระของผู้ป่วยสูงสุดในช่วง 1 – 2 สัปดาห์แรกก่อนเริ่มแสดงอาการ

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่พบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในจังหวัดภาคตะวันออกขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคเพื่อค้นหาสาเหตุเพิ่มเติม ทั้งนี้หน่วยงานสาธารณสุขได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมแหล่งแพร่เชื้อ ได้แก่ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่ม ระบบส้วมและสุขาภิบาล ตลอดจนความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำ พร้อมติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างต่อเนื่องจนกว่าโรคจะสงบ

ตับอักเสบเอ ที่กำลังระบาดอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย

นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลว่า ปีนี้เป็นปีที่มีการระบาดของไวรัสตับอักเสบ เอ ค่อนข้างมาก ตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อไวรัส ในกลุ่ม enterovirus ติดต่อโดยเชื้อออกมาทางอุจจาระ และปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และจะปนเปื้อนอาหารหรือน้ำดื่ม ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน

ไวรัสตับอักเสบเอ ถึงแม้ว่าจะมีหลาย genotype แต่มี serotype เดียว จึงเป็นครั้งเดียวในชีวิตแล้วภูมิต้านทานจะสามารถป้องกันไปได้ตลอดชีวิต

ยุคกินน้ำร่วมขันรอด อายุต่ำกว่า 40 ปี ไร้ภูมิต้านทาน

การระบาดติดต่อได้ง่ายมาก และขณะนี้ ประชากรไทยส่วนใหญ่ ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ยั ไม่มีภูมิต้านทานต่อไวรัสนี้ ถ้าไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน ประชากรที่มีอายุระหว่าง 40-50 ปี ประมาณ เกือบ 50% จะมีภูมิต้านทานแล้ว และโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีส่วนมากจะมีภูมิต้านทานแล้วจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ

สุขอนามัยในปัจจุบันเรื่องอาหารและน้ำดื่มได้ดีกว่าในอดีตมาก จึงทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่มีภูมิต้านทานจึงต้องอาศัยวัคซีน หรืออาจกล่าวได้ว่า ใครก็ตามเกิดในยุคที่ กินน้ำจากขันร่วมกัน มักจะมีภูมิต้านทานแล้ว คือผู้ที่เกิดในยุคสมัยเมื่อ 50 หรือ 60 ปีที่แล้ว ลองถามดูว่าเราเคยกินน้ำจากขันร่วมกันไหม ก็จะบอกอายุได้ ถ้าอยู่ในยุคนั้นส่วนใหญ่มีภูมิแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน 

การระบาดส่วนใหญ่มักจะระบาดในฤดูฝนตอนต้น แต่ปีนี้เริ่มระบาดในฤดูร้อน ก็เป็นที่น่าห่วงว่าในฤดูฝนนี้จะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่มีการระบาด ทางกระทรวงจะไปตรวจและมักจะโทษน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนไวรัส แต่ความเป็นจริงแล้ว การไปตรวจมักพบในระยะท้ายๆ เชื้อกระจายไปทั่ว เพราะปริมาณเชื้อมีจำนวนมาก เมื่อเอาน้ำดื่ม มาตรวจก็มักจะพบ 

ต้นตอของการระบาด

สาเหตุที่สำคัญในการเริ่มต้นของการระบาดมักจะไม่รู้จริง แต่จากข้อมูลที่เรามี เราเชื่อว่าต้นตอของการระบาด มักจะมาจากแรงงานข้ามชาติ ที่นำเชื้อเข้ามา แล้วมากระจายในโรงงานเป็นกลุ่มก้อนมากกว่า แต่จุดนี้เป็นการที่ตรวจได้ยากมาก และไม่แปลกที่จะระบาดในโรงงานที่มีคนหมู่มาก

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง โรงงาน ที่ทำเกี่ยวกับอาหาร หรือบุคลากรที่ทำเกี่ยวกับร้านอาหาร มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้อง ดูแลเรื่องสุขอนามัยโดยเฉพาะการล้างมือหลังจากเข้าห้องน้ำ ให้สะอาด และถ้าเป็นไปได้การให้ภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน ในบุคลากรกลุ่มนี้มีความจำเป็นเพื่อลดการระบาด

การระบาดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งคือ อาหารทะเล ไวรัสนี้จะมีความคงทนในน้ำทะเลได้ และหอยหลายชนิดเมื่อกินอาหารจำพวกแพลงตอนหรืออะไรก็ตามแต่ จะจับเอาตัวไวรัสตัวนี้เข้าไปอยู่ในตัวด้วย และถ้าเรารับประทานแบบชนิดลวก ที่อุณหภูมิไม่สูงพอไวรัสจะไม่ตาย โดยทั่วไปแล้วอุณหภูมิที่จะทำให้ไวรัสตายจะต้องเกิน 85 องศา C ขึ้นไป 

ดังนั้นถ้ารับประทานอาหารสุกหรือผ่านความร้อนเกินร้อยองศาก็จะปลอดภัย  แต่การลวกหอยแครง หรือกินหอยนางรมสด อุณหภูมิภายในอาจจะไม่สูงพอ ก็อาจจะเป็นการแหล่งแพร่กระจายของไวรัสนี้ได้ เช่นการระบาดที่เซี่ยงไฮ้เมื่อ 30-40 ปีก่อนมีผู้ป่วยหลายแสนคน 

อาการไวรัสตับอักเสบเอ ที่พบบ่อย 

ได้แก่ มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายเหลว อ่อนเพลีย ปวดข้อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง อาจมีอาการปวดบริเวณตับใต้ชายโครงขวาหรือบริเวณลิ้นปี่ ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ หรืออุจจาระสีซีด ในบางรายอาจพบผื่นผิวหนัง ภาวะหลอดเลือดอักเสบ ไตอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 28 – 30 วัน

วิธีป้องกัน

แม้จะเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีพื้นฐาน ได้แก่

-ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
-รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด
-หลีกเลี่ยงน้ำดื่มที่ไม่ผ่านการกรองหรือฆ่าเชื้อ
-ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่เดินทางไปพื้นที่ระบาด หรือผู้ทำงานเกี่ยวกับอาหาร

วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ 

เป็นวัคซีนทางเลือก มีค่าใช้จ่าย สามารถให้ในเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน รวมถึงกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ป่วยเอชไอวี ตลอดจนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น ผู้ที่เดินทางระหว่างประเทศ โดยกลุ่มเสี่ยงสามารถติดต่อสถานพยาบาลเพื่อรับคำปรึกษาและรับบริการ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422



อ้างอิง TNN รวบรวม Yong Poovorawan / กรมควบคุมโรค

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง