รีเซต

วัคซีน mRNA อาจเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

วัคซีน mRNA อาจเป็นความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง
TNN ช่อง16
1 มิถุนายน 2569 ( 11:14 )
12

หลังจากเทคโนโลยี mRNA กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ปัจจุบันนักวิจัยด้านมะเร็งกำลังกลับมาให้ความสนใจกับศักยภาพของเทคโนโลยีดังกล่าวอีกครั้ง โดยผลการศึกษาล่าสุดหลายโครงการชี้ว่า วัคซีน mRNA อาจกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการรักษามะเร็งในอนาคต

หนึ่งในเรื่องราวที่สร้างความหวังให้กับวงการแพทย์คือกรณีของ วิตา ซารา เบลชเนอร์ อดีตบรรณารักษ์โรงเรียนมัธยมจากเมืองโอเชียนไซด์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2020

ในวันนั้น เบลชเนอร์มีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงและเข้ารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์ทำการอัลตราซาวด์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ก่อนพบก้อนเนื้องอกในตับอ่อน ข่าวดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาโดยตลอด

มะเร็งตับอ่อนถือเป็นหนึ่งในมะเร็งที่อันตรายและรักษาได้ยากที่สุด เนื่องจากมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคลุกลามแล้ว สถิติระบุว่าผู้ป่วยเพียงประมาณ 25% เท่านั้นที่มีชีวิตอยู่เกิน 1 ปีหลังการวินิจฉัย และมีเพียงราว 10% ที่มีชีวิตอยู่เกิน 2 ปี

หลังศึกษาทางเลือกต่าง ๆ ร่วมกับครอบครัว เบลชเนอร์ตัดสินใจเข้าร่วมการทดลองทางคลินิกที่ Memorial Sloan Kettering Cancer Center (MSK) ภายใต้การดูแลของ นพ.วิโนด บาลาจันดราน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนมะเร็ง

นพ.บาลาจันดรานอธิบายว่า การพัฒนาวัคซีนสำหรับมะเร็งมีความซับซ้อนกว่าการพัฒนาวัคซีนสำหรับไวรัสหรือแบคทีเรีย เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีต้นกำเนิดจากเซลล์ของร่างกายเอง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกแยะได้ง่ายว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยของเขามุ่งศึกษามะเร็งตับอ่อนเป็นหลัก เนื่องจากเป็นโรคที่ยังไม่มีความก้าวหน้าในการรักษามากนัก และมีอัตราการเสียชีวิตสูง

แนวคิดสำคัญของงานวิจัยเกิดจากการศึกษาผู้ป่วยกลุ่มที่เรียกว่า “Super Survivors” หรือผู้ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานเกิน 5 ปีหลังการวินิจฉัย ซึ่งคิดเป็นไม่ถึง 10% ของผู้ป่วยทั้งหมด



นักวิจัยพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถจดจำเซลล์มะเร็งได้ดีกว่าปกติ โดยมีจำนวนเซลล์ T Cell ซึ่งทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในเนื้องอกมากกว่าผู้ป่วยทั่วไปถึง 12 เท่า

จากการค้นพบดังกล่าว ทีมวิจัยจึงพัฒนาแนวคิดวัคซีนเฉพาะบุคคล โดยนำเนื้อเยื่อจากเนื้องอกของผู้ป่วยแต่ละคนมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาการกลายพันธุ์เฉพาะตัว ก่อนออกแบบวัคซีน mRNA ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นโดยเฉพาะ

หลังเข้ารับการผ่าตัดเอาเนื้องอกออก ทีมแพทย์ได้ส่งตัวอย่างเนื้อเยื่อไปยังประเทศเยอรมนี เพื่อให้บริษัท BioNTech พัฒนาวัคซีนเฉพาะบุคคลสำหรับเบลชเนอร์ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

เมื่อวัคซีนถูกส่งกลับมายังสหรัฐฯ เบลชเนอร์ได้รับการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัดควบคู่กับการฉีดวัคซีน mRNA เป็นประจำทุกสัปดาห์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการเคมีบำบัด

อย่างไรก็ตาม เธอมีอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัดอย่างรุนแรง น้ำหนักลดลงเหลือเพียงประมาณ 40 กิโลกรัม มีอาการคลื่นไส้อย่างต่อเนื่อง และตับได้รับความเสียหาย จนแพทย์ต้องยุติการรักษาด้วยเคมีบำบัดก่อนกำหนด

แม้จะไม่สามารถรับเคมีบำบัดได้ครบตามแผน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสร้างความประหลาดใจให้กับทีมแพทย์ เพราะหลังผ่านไปกว่า 6 ปี เบลชเนอร์ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและไม่พบสัญญาณการกลับมาของโรคมะเร็ง

ผลการทดลองดังกล่าวครอบคลุมผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนทั้งหมด 16 ราย โดยมีผู้ป่วย 8 รายที่ตอบสนองต่อวัคซีนอย่างชัดเจน และในจำนวนนี้ 7 รายยังคงมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพดีหลังผ่านไป 6 ปี

นักวิจัยระบุว่า แม้จำนวนผู้เข้าร่วมการศึกษาจะยังน้อยเกินกว่าจะสรุปผลได้อย่างเด็ดขาด แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีน mRNA สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับมะเร็งได้จริง และอาจช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ในระยะยาว



นอกจากมะเร็งตับอ่อนแล้ว ปัจจุบันยังมีการศึกษาวัคซีน mRNA ในผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นอีกหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต

บริษัท Moderna และ Merck กำลังดำเนินการทดลองวัคซีน mRNA ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ถึง 49% ภายในระยะเวลา 5 ปี

แม้ในช่วงที่ผ่านมาเทคโนโลยี mRNA จะเผชิญแรงกดดันจากข้อถกเถียงทางการเมืองและการปรับลดงบประมาณด้านการวิจัยในสหรัฐฯ แต่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีนี้

สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) ประกาศแผนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนมะเร็งรุ่นใหม่ พร้อมผลักดันการลงทุนเพิ่มเติมหลายร้อยล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งให้การวิจัยสามารถนำไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า จุดแข็งสำคัญของวัคซีน mRNA คือความรวดเร็วในการออกแบบ ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนสูตร และความสามารถในการสร้างวัคซีนเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ ซึ่งอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามะเร็งในยุคต่อไป

สำหรับเบลชเนอร์ ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ยังหมายถึงโอกาสในการใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวต่อไป เธอกล่าวว่าหลังผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญมาได้ ทุกวันกลายเป็นวันที่มีคุณค่า และเธอตั้งตารอที่จะได้เห็นลูกชายแต่งงาน รวมถึงใช้เวลาในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ร่วมกับคนที่รักต่อไปในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง