สุขภาพลำไส้ที่ดีอาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษามะเร็ง

นักวิจัยด้านมะเร็งทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับ "ไมโครไบโอม" (Microbiome) หรือกลุ่มจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ หลังพบหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพของจุลินทรีย์เหล่านี้อาจมีบทบาทสำคัญต่อผลลัพธ์ของการรักษามะเร็ง โดยเฉพาะการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
จากการรักษาที่รุนแรง สู่การค้นพบความสำคัญของจุลินทรีย์
นพ. มาร์เซล ฟาน เดน บริงก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเม็ดเลือด เล่าว่า ในอดีตผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (Bone Marrow Transplant หรือ Hematopoietic Cell Transplant) ต้องได้รับเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายระบบภูมิคุ้มกันเดิมก่อนรับเซลล์ใหม่จากผู้บริจาค
ผู้ป่วยเหล่านี้ถูกแยกในห้องปลอดเชื้อและได้รับยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างในปริมาณมากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่แพทย์เริ่มตระหนักว่าการรักษาเชิงรุกเช่นนี้อาจสร้าง "ความเสียหายข้างเคียง" อย่างมาก เพราะนอกจากกำจัดเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ด้วย
การค้นพบนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับระบบภูมิคุ้มกันและการรักษามะเร็ง
ไมโครไบโอม: แนวหน้าการรักษามะเร็งยุคใหม่
ปัจจุบันมีงานวิจัยและการทดลองทางคลินิกเกือบ 100 โครงการที่กำลังศึกษาวิธีปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เพื่อช่วยรักษามะเร็ง
หนึ่งในการศึกษาที่น่าจับตามองกำลังทดสอบโปรไบโอติกสายพันธุ์ Clostridium butyricum (CBM588) ซึ่งใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งไตระยะลุกลาม
การทดลองขนาดใหญ่ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ (NCI) จะมีผู้เข้าร่วมเกือบ 700 คน โดยนักวิจัยหวังว่าผลลัพธ์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรักษาในอนาคต
บทเรียนจากฟาร์มไก่
จุดเริ่มต้นที่น่าสนใจของงานวิจัยนี้มาจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์
นักวิจัยสังเกตว่าฟาร์มไก่และฟาร์มสุกรให้ความสำคัญกับสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ของสัตว์มาเป็นเวลานาน โดยใช้พรีไบโอติกและโปรไบโอติกเพื่อช่วยให้สัตว์แข็งแรงและเติบโตได้ดี
สิ่งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ด้านมะเร็งเริ่มตั้งคำถามว่า หากจุลินทรีย์มีผลต่อสุขภาพสัตว์มากขนาดนี้ จะมีผลต่อผู้ป่วยมะเร็งด้วยหรือไม่
การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ปัจจุบันหลายศูนย์มะเร็งชั้นนำทั่วโลกลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น
งานวิจัยพบว่า การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปสัมพันธ์กับผลลัพธ์การรักษามะเร็งที่แย่ลง เนื่องจากยาสามารถทำลายแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้
ศูนย์มะเร็งในมอนทรีออล ประเทศแคนาดา สามารถลดสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับยาปฏิชีวนะก่อนเริ่มภูมิคุ้มกันบำบัดจาก 20% เหลือเพียง 5% หลังมีการรณรงค์ให้แพทย์ใช้ยาอย่างเหมาะสม
เมื่อ "ป่าฝนอเมซอน" กลายเป็นแบคทีเรียเพียงชนิดเดียว
ฟาน เดน บริงก์ เปรียบเทียบลำไส้ของคนสุขภาพดีว่าเหมือน "ป่าฝนอเมซอน" ที่มีแบคทีเรียหลายร้อยสายพันธุ์อาศัยร่วมกันอย่างสมดุล
แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ได้รับยาปฏิชีวนะและการรักษาที่รุนแรง ความหลากหลายนี้อาจหายไปจนเหลือแบคทีเรียเพียงชนิดเดียวครอบครองลำไส้ทั้งหมด
ภาวะดังกล่าวเรียกว่า Dysbiosis หรือความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงการเสียชีวิตที่สูงขึ้น รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การอักเสบ ท้องเสีย และการติดเชื้อในกระแสเลือด
อาหารอาจเป็น "ยา" ได้ในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องอาหาร
งานวิจัยในปี 2021 พบว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาที่รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูงตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า โดยทุก ๆ การเพิ่มใยอาหาร 5 กรัมต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคหรือการเสียชีวิตได้ประมาณ 30%
ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลเริ่มเปลี่ยนแนวทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง จากเดิมที่เน้นอาหารพลังงานสูงและเครื่องดื่มหวาน มาเป็นอาหารจริงที่มีผัก ผลไม้ และใยอาหารมากขึ้น
นักวิจัยเชื่อว่าแบคทีเรียบางชนิดสามารถเปลี่ยนใยอาหารให้เป็นกรดไขมันสายสั้น (Short-chain Fatty Acids) ซึ่งช่วย:
- เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ภูมิคุ้มกัน
- ลดการอักเสบ
- บำรุงเยื่อบุลำไส้
- ยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค
- การปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplant)
อีกแนวทางหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจคือ การปลูกถ่ายจุลินทรีย์จากอุจจาระ (FMT)
วิธีนี้นำจุลินทรีย์จากอุจจาระของผู้บริจาคสุขภาพดี หรือผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี มาสกัดและให้ผู้ป่วยรับประทานในรูปแบบแคปซูล
การทดลองหลายชิ้นพบว่าการทำ FMT อาจช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันบำบัดในมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่ายังไม่เข้าใจกลไกทั้งหมด และยังต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่เพิ่มเติม
ยังเร็วเกินไปสำหรับการซื้ออาหารเสริมมารับประทานเอง
แม้ผลการวิจัยเบื้องต้นจะน่าตื่นเต้น แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ผู้ป่วยไม่ควรรีบซื้อโปรไบโอติกหรืออาหารเสริมต่าง ๆ มารับประทานเองเพื่อหวังผลในการรักษามะเร็ง เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่าโปรไบโอติกชนิดใด ปริมาณเท่าใด และเหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มใด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
