รีเซต

เจาะลึกวิกฤต "ซูเปอร์เอลนีโญ" เมื่อโลกเดือดทุบสถิติ ไทยจะรับมืออย่างไร?

เจาะลึกวิกฤต "ซูเปอร์เอลนีโญ" เมื่อโลกเดือดทุบสถิติ ไทยจะรับมืออย่างไร?
TNN ช่อง16
23 มีนาคม 2569 ( 16:38 )

ท่ามกลางสภาวะโลกปั่นป่วนจากวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ดึงความสนใจของคนส่วนใหญ่ไป กระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีกลับกลายเป็นภัยเงียบที่กำลังรอเวลาปะทุอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในปี 2569 นี้ เมื่อชื่อของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) กำลังถูกจับตาในฐานะมหันตภัยธรรมชาติ หากเกิดขึ้น อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ทั่วภูมิภาคอาเซียน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่ความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่กี่องศา แต่คือสภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) จนนำไปสู่ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ  แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิด แตาคาดการณ์ว่าสัญญาณความร้อนระอุจะเริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นคลอนทั้งระบบนิเวศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

4 วิกฤตลูกโซ่ จากแปลงนาสะเทือนความมั่นคงทางด้านอาหารโลก 

เมื่อซูเปอร์เอลนีโญแผ่อิทธิพล ผลกระทบที่ตามมาจะเกิดเป็นโดมิโนความเสียหาย วิกฤตแรกคือ ภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนที่ลดลงจะทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำลดฮวบ กระทบต่อการอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม ตามมาด้วย ความมั่นคงทางอาหารสั่นคลอน ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ พืชเศรษฐกิจอย่าง ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก 

นอกจากนี้ความแห้งแล้งยังเป็นตัวเร่งให้เกิด ไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM2.5) ที่รุนแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะในป่าพรุอาเซียน ส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง และวิกฤตสุดท้ายคือ คลื่นความร้อน (Heatwave) ที่เสี่ยงต่อโรค Heatstroke และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน

เทคโนโลยีอวกาศและยุทธศาสตร์รับมือ “อาวุธลับกอบกู้วิกฤต” 

ในยุคที่ข้อมูลคือทางรอด เทคโนโลยีจาก GISTDA และดาวเทียม THEOS-2 ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งการติดตามน้ำแบบ Near Real-time การวิเคราะห์ดัชนีความเขียวของพืชเพื่อเตือนภัยเกษตรกร และการตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) ครอบคลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้สนับสนุน การตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) เพื่ออนุมัติงบประมาณช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแม่นยำ

แผนรับมือเชิงรุกต้องประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวด การส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย และความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อควบคุมการเผาในที่โล่ง แม้เราไม่สามารถหยุดยั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ แต่การบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศควบคู่ไปกับแผนงานที่รัดกุม จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยและอาเซียนผ่านพ้นวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วนี้ไปได้ด้วยความบอบช้ำที่น้อยที่สุด

ไทม์ไลน์สภาพอากาศของไทย จากหมอกหนาสู่พายุฤดูร้อนและมรสุม

ลักษณะอากาศในช่วงต้นถึงกลางเดือนมีนาคมจะเริ่มอุ่นขึ้น มีอากาศร้อนตอนกลางวันสลับกับหมอกหนาในหลายพื้นที่ แต่ภาคเหนือและอีสานยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้าจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงจากจีนที่ยังมีกำลังอ่อน จนกระทั่งเข้าสู่ปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน หย่อมความกดอากาศต่ำจากความร้อนจะเริ่มปกคลุมไทยตอนบน ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดพาความชื้นเข้ามา ทำให้เกิดอากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดในภาคเหนือถึง 43°C โดยจะมี พายุฤดูร้อน เกิดขึ้นเป็นระยะเพื่อช่วยคลายความร้อน แต่ต้องระวังลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกในบางแห่ง

สำหรับภาคใต้ ช่วงเดือนมีนาคมถึงปลายเมษายนจะมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 20 - 30 ของพื้นที่ จนกระทั่งเข้าสู่เดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงเปลี่ยนฤดู ลมจะเริ่มเปลี่ยนเป็นมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกชุกหนาแน่นถึงร้อยละ 60 - 80 ของพื้นที่ พร้อมคลื่นลมในทะเลอันดามันที่อาจสูงถึง 2 - 3 เมตร

แล้วฤดูร้อนปีนี้ ประเทศไทยร้อนสุดในประวัติศาสตร์ หรือไม่? 

ภาพรวมฤดูร้อนปีนี้ แม้จะยังไม่สรุปว่า "ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์" แต่แนวโน้มอากาศจะร้อนอบอ้าวสลับกับฝนฟ้าคะนองเป็นระยะ โดยมีช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือ เมษายน - พฤษภาคม ซึ่งมีโอกาสเกิดอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ อุณหภูมิเฉลี่ยไทยตอนบนคาดว่าจะอยู่ที่ 36 - 37°C ซึ่งสูงกว่าค่าปกติและสูงกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย

เมื่อเจาะลึกลงรายภูมิภาค ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นพื้นที่ที่ร้อนที่สุดโดยมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 41 - 43°C ตามมาด้วยภาคกลางและภาคตะวันออกที่ 40 - 42°C ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะอยู่ที่ 38 - 40°C ส่วนภาคใต้อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ที่ 37 - 39°C โดยสถานะ ENSO ปัจจุบันยังคงเป็นลานีญาอ่อนๆ และจะเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง (Neutral) ในช่วงต้นปีไปจนถึงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญอย่างเต็มตัว

เตรียมพร้อมรับมือ "ความร้อน" ที่มากกว่าแค่สภาพอากาศ

บทเรียนจากพยากรณ์อากาศและสัญญาณการก่อตัวของ ซูเปอร์เอลนีโญ ในปี 2569 นี้ ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า "การตั้งรับ" แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ความแปรปรวนจากหมอกหนาในเดือนมีนาคม พายุฤดูร้อนในเดือนเมษายน ไปจนถึงความร้อนระอุระดับ 43 องศาเซลเซียสที่กำลังจะมาถึง คือโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขบคิด

ทางรอดเดียวของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน คือการเปลี่ยนผ่านสู่ การบริหารจัดการเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) การที่เกษตรกรปรับตัวตามวงรอบของมรสุม การที่ภาครัฐใช้ดาวเทียมชี้เป้าภัยแล้งและไฟป่าได้อย่างแม่นยำ รวมถึงความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า สิ่งเหล่านี้จะเป็น "กุญแจสำคัญ" ที่เปลี่ยนจากความตื่นตระหนก ให้กลายเป็นการเตรียมพร้อมอย่างมีสติ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง