PTT เผยมาตรการบริหารจัดการพลังงานช่วงสงครามตะวันออกกลาง

#PTT #ทันหุ้น-บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ถึงการจัดการของกลุ่ม ปตท. เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมนั่ คงทางพลังงานในช่วงภาวะวิกฤติความไม่สงบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่า จากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาคในทั่วโลก
ปตท. ขอชี้แจงถึงมาตรการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน รวมทั้งการให้ความร่วมมือดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐ
1.การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM)
จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก และก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างรุนแรง
เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ ได้ดำเนินการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM) อย่างเข้มข้น ครอบคลุมการจัดการภาวะฉุกเฉิน การติดตามและประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยได้จัดตั้งศูนย์ PTT Incident Command System (PTT ICS) และจัดให้มีการประชุมบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องเป็นรายวัน รวมแล้วกว่า 37 ครั้งจนถึงปัจจุบัน และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย
2.ระบบการจัดหาน้ำมันดิบ
ปตท. ได้บริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งตะวันออกกลาง โดยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศแอฟริกาตะวันตก ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย ผ่านโครงการ P1 และเครือข่ายของ PTT Trading เพื่อทดแทนน้ำมันดิบที่ไม่สามารถจัดหาได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงกรณีเรือที่ติดค้างอยู่ภายในช่องแคบดังกล่าว
มาตรการดังกล่าวช่วยให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องในระดับกำลังการผลิตสูงสุด และยังคงสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้ครบทุกประเภทเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ แม้ว่าต้นทุนด้านค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จะปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการงดการส่งออกตามนโยบายภาครัฐ
ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 บริษัทฯ ได้จัดหาและนำเข้าน้ำมันดิบให้กับโรงกลั่นในกลุ่มรวมกว่า 70 เที่ยวเรือ โดยมีสัดส่วนการจัดหาจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 30 และจากภูมิภาคอื่นร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น บริษัทฯ จึงต้องวางแผนจัดหาล่วงหน้าจากเดิม 45–60 วัน เป็นประมาณ 90 วัน
ทั้งนี้ หากสถานการณ์คลี่คลายและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานตามปกติ อาจส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด ซึ่งอาจทำให้บริษัทฯ ต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนที่จัดหาไว้ล่วงหน้าในราคาที่ผันแปรตามสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงเวลานั้น
3.ประสิทธิภาพของโรงกลั่น
ในช่วงที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้มีการลงทุนเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 110,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2564–2568 ส่งผลให้โรงกลั่นทั้ง 3 แห่งสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่นได้ทันที โดยไม่กระทบต่อปริมาณการผลิตและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. สามารถเดินเครื่องโรงกลั่นได้อย่างเต็มกำลัง โดยมีอัตราการใช้กำลังการกลั่นเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 105 สวนทางกับโรงกลั่นในภูมิภาคที่มีการลดกำลังการผลิต เนื่องจากข้อจำกัดในการจัดหาน้ำมันดิบและความเสี่ยงด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังได้เพิ่มสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซล เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปประเภทอื่น เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเตา ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม จากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปโดยรวมมีแนวโน้มลดลง ทำให้โรงกลั่นจำเป็นต้องบริหารจัดการสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์ส่วนเกินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรองรับภาระต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น
4.การสำรองและบริหารสินค้าคงคลัง
ปัจจุบัน โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปพร้อมใช้สูงกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด โดยในช่วงที่เกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับปกติประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 80–90 ล้านลิตรต่อวัน
ส่งผลให้โรงกลั่นต้องเดินเครื่องผลิตอย่างเต็มกำลังตามนโยบายภาครัฐ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ รวมถึงเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันบริเวณสถานีบริการในช่วงเริ่มต้นของวิกฤต
แม้ภายหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศยังคงมีความผันผวนในช่วงประมาณ 30–90 ล้านลิตรต่อวัน โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังคงดำเนินการผลิตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดด้านความผันผวนของอุปสงค์รายวันและความสามารถในการจัดเก็บสินค้าคงคลัง เพื่อให้มีปริมาณน้ำมันดีเซลเพียงพอต่อความต้องการของประเทศอย่างต่อเนื่อง
5.การกำหนดราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปให้ลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ในช่วงสถานการณ์วิกฤต
ในช่วงสถานการณ์วิกฤต กลุ่ม ปตท. ได้จำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปให้แก่ลูกค้าประเภท Jobber ในราคาที่อ้างอิงเทียบเท่าราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ (ไม่รวมภาษีเทศบาล) เพื่อให้สามารถนำไปจำหน่ายต่อแก่ประชาชนและผู้ใช้ปลายทางได้อย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ ครอบคลุมลูกค้าในภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรม และภาคส่วนอื่น ๆ ทั่วประเทศ โดยอาศัยระบบการขนส่งและกระจายสินค้าของลูกค้าเอง (Customer Logistics System) เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องในช่วงภาวะวิกฤต
6.การบริหารจัดการทางการเงิน
จากสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความจำเป็นในการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากแหล่งที่มีระยะทางไกลขึ้นและใช้เวลาขนส่งทางเรือนานขึ้น ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. ต้องสำรองสภาพคล่องเพิ่มเติมผ่านการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และทำให้ภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นประกอบด้วย
-หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท
-เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มเติม ประมาณ 137,000 ล้านบาท
-เงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท
รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ ต้นทุนที่เกิดขึ้นดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามภาวะการดำเนินธุรกิจปกติ และไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังราคาขายน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนที่เกิดจากการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงของประเทศ และเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่ประสบภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงสถานการณ์วิกฤต
7.การดำเนินงานและการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใสของกลุ่ม ปตท.
กลุ่ม ปตท. ยืนยันว่าไม่มีการกักตุนผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ความต้องการใช้ภายในประเทศอยู่ในระดับสูง โดยได้ดำเนินการผลิตและกระจายน้ำมันอย่างเต็มกำลัง ควบคู่กับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตของโรงกลั่น การขนส่ง การกระจายสินค้า ไปจนถึงการจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูป ผ่านช่องทางเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของสาธารณชน
นอกจากนี้ ยังมีการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งแผนและปริมาณการจัดหาและจัดจำหน่าย อาทิ ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน ข้อมูลการนำเข้าและส่งออก ต้นทุนและราคาจำหน่าย ปริมาณและสถานที่จัดเก็บน้ำมัน รวมถึงปริมาณน้ำมันคงคลังในแต่ละประเภท ตลอดจนดำเนินการชำระภาษีสรรพสามิตอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย
8.การกำกับดูแลกิจการ
กลุ่ม ปตท. ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยในช่วงสถานการณ์วิกฤตที่ผ่านมา บริษัทในกลุ่ม ปตท. ทุกแห่งได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการสำรองพลังงาน ส่งผลให้ประเทศสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) และยกระดับความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน ปตท. ในฐานะบริษัทแม่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการดำเนินงานโรงกลั่นและการค้าน้ำมันของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการจำหน่าย
คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทในการยืนยันความถูกต้อง ประสิทธิภาพ และความสอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงนโยบายภาครัฐ พร้อมทั้งนำข้อค้นพบมาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้มีความเป็นเลิศและโปร่งใสยิ่งขึ้นในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
