เทียบฟอร์มซัมมิตหยุดโลก จีน-สหรัฐฯ-รัสเซีย

“จีน” เพิ่งเปิดบ้านจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ หรือซัมมิต 2 ครั้งสำคัญไล่เลี่ยกัน โดยการประชุมซัมมิตแรกระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และซัมมิตนัดที่ 2 ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม ซัมมิตทั้ง 2 นัดจบลงท่ามกลางความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งแม้จะไม่ได้มีดีลขนาดใหญ่หรือความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับสงครามที่ทั้ง “สหรัฐฯ” และ “รัสเซีย” เป็นฝ่ายเริ่ม แต่การต้อนรับผู้นำที่ทรงอำนาจสุด 2 คนในเวลาห่างกันเพียง 4 วัน ก็สะท้อนถึงอิทธิพลของ “จีน” บนเกมอำนาจระดับโลก
ในส่วนของซัมมิตระหว่างผู้นำจีนและรัสเซียที่เพิ่งจบลง นับเป็นการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของประธานาธิบดีปูติน จากการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มากกว่า 40 ครั้ง โดยทั้ง 2 ฝ่ายลงนามในเอกสาร 42 ฉบับ ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การขนส่ง และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเอกสาร 22 ฉบับลงนามเมื่อสิ้นสุดการหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงแถลงการณ์ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน และปฏิญญาสนับสนุนระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ ส่วนข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจอีก 20 ฉบับลงนามในการประชุมคู่ขนานของเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การที่จีนและรัสเซียได้สร้างระบบการค้าทวิภาคีที่ลดแรงกดดันจากภายนอกและความผันผวนของตลาดโลก ผ่านการส่งออกและนำเข้าสินค้าด้วยสกุลเงินรูเบิลและหยวน นอกจากนี้ การยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน มีส่วนกระตุ้นการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ โดยในปี 2568 ชาวรัสเซียเดินทางเยือนจีนมากกว่า 2 ล้านคน ขณะที่ชาวจีนเดินทางเยือนรัสเซียมากกว่า 1 ล้านคน
น่าสนใจว่า หนึ่งในวาระที่รัสเซียต้องการผลักดันมากที่สุด คือ โครงการท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ที่ล่าช้ามานาน โดยโครงการนี้มีความสำคัญกับทั้งจีนและรัสเซีย แต่ถึงที่สุดแล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ อุปสรรคหลัก ๆ อยู่ที่เรื่องราคา ฝ่ายรัสเซียต้องการราคาที่สูงเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการสร้างท่อส่งก๊าซและทดแทนรายได้ในตลาดยุโรปที่หายไป ขณะที่ฝ่ายจีนต้องการราคาที่ถูกลง และไม่ต้องการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียมากเกินไป ซึ่งท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 1 ที่มีอยู่ก็จัดส่งก๊าซประมาณ 3.8 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรให้กับจีนในปีที่แล้ว
ท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 มีความยาวประมาณ 2,600 กิโลเมตร จะขนส่งก๊าซ 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากแหล่งก๊าซธรรมชาติยามาลของรัสเซียไปยังจีนผ่านทางมองโกเลีย ซึ่งรัฐบาลจีนและรัสเซียได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อเดินหน้าโครงการนี้ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ยังยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องราคา เงื่อนไขทางการเงิน และกรอบเวลาในการส่งมอบ
ที่ผ่านมา จีนเป็นผู้ซื้อพลังงานรายใหญ่ของรัสเซีย ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรจีน ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในไตรมาสแรกปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบต่อการนำเข้าน้ำมันของจีนลดลงครึ่งหนึ่ง และการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ลดลงเกือบ 1 ใน 3 วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทำให้จีนพิจารณาการสร้างท่อส่งน้ำมันทางบกเพิ่มเติมเพื่อทดแทนปริมาณที่หายไปจากการขนส่งผ่านฮอร์มุซ
แต่ขณะนี้จีนอาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” (Kpler) ระบุว่า ปัจจุบัน จีนมีน้ำมันดิบสำรองบนบกประมาณ 1.23 พันล้านบาร์เรล เพียงพอต่อความต้องการกลั่นน้ำมันนานถึง 92 วัน ส่วนการผลิตก๊าซภายในประเทศช่วง 4 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 ประกอบกับได้รับก๊าซเพิ่มเติมจากท่อส่งในเอเชียกลาง ขณะที่รัสเซียเผชิญแรงกดดันมากกว่า เนื่องจากการส่งออกก๊าซของรัสเซียไปยังยุโรปลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเรนเมื่อปี 2565 โดย “ก๊าซพรอม” (Gazprom) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย รายงานการส่งออกลดลงถึงร้อยละ 44 ในปีที่แล้ว แตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียไม่อาจแยกจากกันได้ โดยเฉพาะเมื่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้โลกเผชิญความไม่แน่นอน ยิ่งทำให้จีนและรัสเซียต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น สำหรับฝั่งของรัสเซีย สงครามกับยูเครนผลักให้รัสเซียเผชิญภาวะโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก และต้องการมิตรประเทศเพื่อทดแทนมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
จีนกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจสำหรับรัสเซีย เนื่องจากเศรษฐกิจรัสเซียที่อยู่ในภาวะสงคราม ข้อมูลชี้ว่า การค้าระหว่าง 2 ประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าระหว่างปี 2563-2567 โดยเพิ่มจากกว่า 1.07 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2567 แตะระดับ 2.39 แสนล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นจีนส่งออกไปรัสเซีย 1.1 แสนล้านดอลลาร์ และรัสเซียส่งออกไปจีน 1.29 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ จีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของรัสเซีย แต่รัสเซียมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4 ของการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดของจีน ขณะเดียวกัน รัสเซียก็พึ่งพาเทคโนโลยีจากจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ “บลูมเบิร์ก” รายงานว่า รัสเซียนำเข้าเทคโนโลยีที่ถูกคว่ำบาตรกว่าร้อยละ 90 จากจีน รวมถึงชิ้นส่วนสำหรับการใช้งานทางทหารและใช้งานได้ทั้งสำหรับทหารและพลเรือน ซึ่งสำคัญต่อการผลิตโดรนและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ส่วนซัมมิตระหว่างผู้นำจีนกับสหรัฐฯ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว นับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมกับนำคณะนักธุรกิจติดตามไปด้วยหลายคน ทั้ง “อีลอน มัสก์” CEO ของเทสลา, “ทิม คุก” CEO ของแอปเปิล, “แลร์รี ฟิงก์” CEO ของแบล็กร็อก, “เคลลี ออร์ตเบิร์ก” CEO ของโบอิ้ง และ “เจนเซน หวง” CEO ของ “อินวิเดีย” โดยวาระสำคัญในการหารือครอบคลุมทั้งข้อตกลงทางการค้า แร่หายาก เทคโนโลยี สงคราม และไต้หวัน ซึ่งแม้การหารือจะช่วยลดความตึงเครียดระหว่างกัน แต่ก็ไม่ได้มีความตกลงที่เป็นรูปธรรม
ภายหลังการหารือของผู้นำ ทางการจีนประกาศสั่งซื้อเครื่องบิน 200 ลำ จาก “โบอิ้ง” ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 แต่ก็ยังน้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ที่ราว 500 ลำ นอกจากนี้ จีนยังซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ไปจนถึงปี 2571 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพด เนื้อสัตว์ รวมถึงพลังงานบางส่วน ขณะที่จีนยังระงับมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก และทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบตั้งคณะกรรมการการค้า (Board of Trade) เพื่อเป็นกลไกในการกำกับดูแลและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน
ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงเทพ (Bnomics BBL) ระบุว่า ซัมมิตของผู้นำจีน-สหรัฐฯ ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการหารือทวิภาคีระหว่าง 2 มหาอำนาจ แต่เป็นเหตุการณ์ที่ตลาดโลกใช้ประเมินทิศทางความสัมพันธ์ระหว่าง 2 เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก ถึงแม้บรรยากาศโดยรวมจะออกมาในเชิงบวก แต่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ เพียงแต่ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามบริหารไม่ให้ลุกลามจนกระทบเศรษฐกิจและเสถียรภาพโลกมากเกินไป ขณะเดียวกัน ทั้งจีนและสหรัฐฯ เริ่มยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกันมากขึ้นว่า ทั้ง 2 ประเทศไม่สามารถตัดขาดจากกันได้จริง แม้จะมีความพยายามลดการพึ่งพาในบางอุตสาหกรรม แต่เศรษฐกิจโลกยังเชื่อมโยงกันผ่านการค้า การเงิน เทคโนโลยีพลังงาน และห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับความแตกต่างระหว่างซัมมิตทั้ง 2 ครั้งล่าสุด สะท้อนชัดเจนผ่านความตกลงระหว่างกัน ในส่วนของซัมมิต “จีน-สหรัฐฯ” หลัก ๆ เน้นที่ดีลค้าขาย ทั้งคำสั่งซื้อเครื่องบินและสินค้าเกษตร แต่ซัมมิต “จีน-รัสเซีย” เน้นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์มากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่แขกอย่าง “สหรัฐฯ” และ “รัสเซีย” เหมือนกัน คือ การติดอยู่ในสงครามที่ก่อขึ้นเอง ซึ่งจีนมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือได้ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งการขายอาวุธทันสมัยให้รัสเซีย และการลดการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐฯ
The Conversation วิเคราะห์ว่า การประชุมสุดยอดผู้นำทั้ง 2 นัด มีส่วนหนุนบทบาทของจีนบนเวทีโลก เรื่องแรกสะท้อนว่า สหรัฐฯ ไม่ได้สำคัญต่อจีนมากที่สุด ซึ่งการแสดงออกของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แสดงถึงความเท่าเทียมกัน และบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ มีอิทธิพลต่อจีนอย่างจำกัด แตกต่างจากในอดีต ประเด็นต่อมา รัสเซียมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ซึ่งจีนสามารถใช้ไพ่ “รัสเซีย” ต่อรองกับสหรัฐฯ ได้ ขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ได้ให้ทุกสิ่งที่รัสเซียต้องการ อย่างกรณีของท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 และประการสุดท้าย จีนเป็นฝ่ายควบคุมเกมอำนาจ พลิกจากหลายทศวรรษที่ผ่านมาที่สหรัฐฯ อยู่ด้านบนของสามเหลี่ยมคอยถ่วงดุลระหว่างจีนกับรัสเซีย แต่ตอนนี้จีนมีบทบาทมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
