รีเซต

“อภิสิทธิ์” ชี้คำแถลงนโยบายยังไม่ชัด ขาดเครื่องมือ-กรอบเวลา-ตัวชี้วัด จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตน้ำมันและช่วยประชาชน

“อภิสิทธิ์” ชี้คำแถลงนโยบายยังไม่ชัด ขาดเครื่องมือ-กรอบเวลา-ตัวชี้วัด จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตน้ำมันและช่วยประชาชน
TNN ช่อง16
9 เมษายน 2569 ( 12:47 )
13

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยระบุว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ โดยทั่วไปแล้วควรตอบโจทย์อย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การสะท้อนคำมั่นที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยให้ไว้กับประชาชน การสร้างความหวังและฉายภาพทิศทางประเทศโดยผู้นำรัฐบาล และการเป็นเอกสารอ้างอิงให้สมาชิกรัฐสภาใช้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในระยะต่อไป

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการติดตามคำแถลงนโยบายครั้งนี้ หลายนโยบายที่เคยใช้หาเสียงกลับไม่ปรากฏอย่างชัดเจน หรือไม่อยู่ในระดับที่จะผูกพันรัฐบาลได้เหมือนช่วงหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นค่าไฟฟ้า 3 บาท หรือโครงการบางเรื่องที่มีการกล่าวถึงในช่วงเลือกตั้ง แต่เมื่อมาถึงเอกสารนโยบายกลับไม่มีรายละเอียดชัดเจน รวมถึงบางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมากก็ไม่ถูกบรรจุไว้ในคำแถลง

หนึ่งในประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมา คือโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งระบุว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลต่อประชาชนและพื้นที่จำนวนมาก แต่ในช่วงหาเสียงกลับไม่ส่งให้ กกต. ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าสู่เวทีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารอย่างชัดเจน ทั้งที่เป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และประเด็นด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หลายกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในสังคมกลับไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลง เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. รวมถึงประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการกล่าวไว้เพียงสั้น ๆ ในลักษณะของการยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และการสร้างสันติภาพ แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดเรื่องแนวทางพูดคุยหรือวิธีรับมือสถานการณ์ที่ชัดเจน ทั้งที่ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้คำแถลงนโยบายฉบับนี้ยังไม่สร้างความหวังและไม่ทำให้ประชาชนเห็นทิศทางประเทศอย่างชัดเจน มีอยู่ 4 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือเอกสารฉบับนี้เขียนในสิ่งที่แทบไม่มีใครคัดค้าน ไม่ว่าจะเป็น 3 หลักการบริหาร หรือ 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือความเป็นรูปธรรม เครื่องมือที่จะใช้ดำเนินการ กรอบเวลาที่ชัดเจน และตัวชี้วัดที่จะใช้ตรวจสอบผลสำเร็จ

ประเด็นที่สอง นายอภิสิทธิ์มองว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่เขียนไว้ได้ เพราะพิจารณาจากแนวทางบริหารที่ผ่านมาแล้ว ยังไม่เห็นสัญญาณที่น่าเชื่อถือว่าจะพาประเทศไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้จริง ประเด็นที่สาม คือเอกสารนโยบายฉบับนี้ไม่มีความรู้สึกจริงใจและไม่มีหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน และประเด็นที่สี่ คือปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบาย

ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายอภิสิทธิ์หยิบยกเรื่องวิกฤตน้ำมันขึ้นมาเป็นตัวอย่าง โดยกล่าวว่า ไม่มีใครกล่าวโทษรัฐบาลว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตที่มาจากปัจจัยภายนอก แต่สิ่งที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ คือความล้มเหลวในการบริหารจัดการ การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นร่วมรับภาระนอกจากประชาชน และข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการแสวงหาผลประโยชน์

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีหน้าที่ช่วยประคับประคองสถานการณ์และซื้อเวลาให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการใช้เงินกองทุนจำนวนมาก โดยยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบที่ชัดเจน สุดท้ายจึงปล่อยให้ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นทั่วทั้งระบบ และอาจสายเกินไปแล้วหากจะหันไปควบคุมราคาสินค้าปลายทาง เพราะจะนำไปสู่ความขาดแคลน ขาดทุน และปัญหาต่อภาคธุรกิจ

นายอภิสิทธิ์ยังระบุว่า ในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน พรรคฝ่ายค้านจำนวนมากได้อภิปรายตรงกันถึงสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเข้าคิวเติมน้ำมัน แต่รัฐบาลในขณะนั้นไม่รับฟังข้อเสนออย่างจริงจัง ก่อนจะจบลงด้วยการปรับขึ้นราคา พร้อมระบุว่า หากรัฐบาลรับฟังข้อเสนอในเวลานั้น ก็อาจมีทางเลือกอื่น เช่น การให้ภาคส่วนอื่นร่วมรับภาระมากขึ้น ทั้งการลดภาษีสรรพสามิต หรือการทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่นอย่างจริงจัง

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วง โดยเห็นว่าประเด็นที่นายอภิสิทธิ์กำลังอภิปราย เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดก่อน ไม่ใช่รัฐบาลชุดใหม่ที่เพิ่งแถลงนโยบาย และขอให้ผู้อภิปรายมุ่งวิพากษ์หรือให้ข้อเสนอแนะต่อการทำงานของรัฐบาลในอนาคตมากกว่า

อย่างไรก็ดี ประธานในที่ประชุมวินิจฉัยว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความเกี่ยวเนื่องกับรัฐบาลก่อนหน้าในบางมิติ จึงอนุญาตให้อภิปรายได้ในกรอบของความต่อเนื่องทางการบริหาร แต่ขอให้อยู่ในประเด็นความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถในการบริหารประเทศ

ภายหลังได้รับอนุญาตให้อภิปรายต่อ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ภาคการขนส่ง ภาคประมง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร ต่างรอคอยมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงาน เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก และวัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ ซึ่งต่างเผชิญทั้งภาวะขาดแคลนและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ในประเด็นการปราบปรามทุนสีเทาและขบวนการสแกมเมอร์ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเป้าหมายของรัฐบาล ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาตลาดทุนให้มีมาตรฐานสากล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สังคมยังมีคำถามต่อความเชื่อมโยงของบุคคลในแวดวงอำนาจกับขบวนการเหล่านี้ และตราบใดที่ข้อสงสัยยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน ก็ยากจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้

ด้านนโยบายเกษตร นายอภิสิทธิ์ระบุว่า แม้คำแถลงนโยบายจะเขียนไว้อย่างสวยหรู ทั้งเรื่องการเป็นศูนย์กลางอาหารของโลก การใช้เทคโนโลยี และการสนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกร แต่เมื่อดูจากการทำงานที่ผ่านมา กลับไม่พบการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง พร้อมยกตัวอย่างปัญหาราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้ต่ำ ทั้งที่ราคาปลายทางและราคาส่งออกไม่ได้ลดลงตาม รวมถึงกรณีมะพร้าวกะทิที่ภาคอุตสาหกรรมขอให้นำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศในราคาถูกกว่า จนกระทบราคาผลผลิตภายในประเทศ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากนโยบายภาคเกษตรเกือบทั้งหมด คือหลักประกันให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ พร้อมตั้งคำถามว่า นโยบายประกันรายได้เกษตรกรหรือประกันกำไรเกษตรกร ซึ่งเคยเป็นจุดขายทางการเมืองของบางพรรค หายไปจากเอกสารนโยบายฉบับนี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า “สวัสดิการ” แทบไม่ปรากฏในนโยบายรัฐบาลฉบับนี้อย่างชัดเจน พร้อมหยิบยกเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขึ้นมาเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่า สวัสดิการขั้นพื้นฐานไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่รัฐต้องรับรอง

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยระบุว่า เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องออกกฎหมายโอนงบประมาณ ก็ต้องชี้ให้ชัดว่า จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปในทิศทางใด ระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม กับการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ซึ่งในมุมมองของนายอภิสิทธิ์ เห็นว่าความสำคัญสูงสุดในเวลานี้ คือการเร่งช่วยกลุ่มที่กำลังแบกรับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ในช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์ใหญ่ด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งที่เขียนไว้ในคำแถลงนโยบายยังไม่เพียงพอ พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อเป้าหมายการเข้าสู่กระบวนการของ OECD ว่าเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่ไทยยังมีจุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ หลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันมาตรฐานสากล

นายอภิสิทธิ์ยังตั้งคำถามต่อเป้าหมาย Net Zero ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ หากรัฐบาลยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนต่อกฎหมายอากาศสะอาด รวมถึงปัญหายาเสพติดและการใช้กัญชาอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ความเชื่อมั่น และอนาคตของประเทศโดยตรง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง