รีเซต

EV มือสอง ตลาดโลกมาแรงยุควิกฤตน้ำมัน

EV มือสอง ตลาดโลกมาแรงยุควิกฤตน้ำมัน
TNN ช่อง16
6 พฤษภาคม 2569 ( 10:13 )

หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทั่วโลกต้องเผชิญผลกระทบที่ตามมาจากการขยับขึ้นของราคาน้ำมัน รวมถึงปัญหาขาดแคลนพลังงานเนื่องจากไม่สามารถขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้แต่ละประเทศต้องปรับตัวรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับผู้บริโภคบางส่วนที่หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มือสอง ซึ่งราคาจับต้องได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน และตอบโจทย์เรื่องการใช้จ่ายท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูง 


แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านรายงาน EV Monitor ของ “ค็อกซ์ ออโตโมทีฟ” (Cox Automotive) บริษัทซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ระบุว่า ยอดขายรถ EV ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคมฟื้นตัวอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งรถ EV ออกใหม่และมือสอง แม้จะไม่สามารถแยกรายละเอียดได้ชัดว่าการเพิ่มขึ้นของยอดขายเกิดจากการที่ผู้บริโภคหันมาใช้รถ EV ท่ามกลางราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่อาจมองข้ามปัจจัยเรื่องนี้ได้ ประกอบกับการที่รถ EV จำนวนมากครบกำหนดสัญญาเช่า ทำให้ผู้ซื้อมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ในภาพรวมตลาดรถ EV มือสองมีแนวโน้มขยายตัว และเป็นความหวังตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ ในขณะที่รถ EV มือหนึ่งยังเผชิญความท้าทายจากแนวโน้มที่ชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว


โดยยอดขายรถ EV ใหม่ในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 82,629 คัน ลดลงร้อยละ 24.7 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.3 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ และรถ EV คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.9 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ในส่วนของยอดขายรถ EV มือสองในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 42,924 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.7 เมื่อเทียบรายปี และเพิ่มขึ้นร้อยละ 53.9 เมื่อเทียบเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่วนแบ่งรถ EV มือสองเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.5 ของยอดขายรถมือสองทั้งหมด ซึ่ง “เทสลา” เป็นผู้นำยอดขายรถ EV มือสอง อยู่ที่ 15,385 คัน ตามด้วยแบรนด์เชฟโรเลต ฟอร์ด ฮุนได และ BMW


รายงานระบุด้วยว่า จำนวนวันที่มีสินค้าในสต็อกพร้อมขาย (day’s supply) ซึ่งหากจำนวนวันน้อยแสดงว่ารถรุ่นนั้นขายดี ในส่วนของรถ EV ใหม่ อยู่ที่ 75 วัน ลดลงร้อยละ 18.3 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลงร้อยละ 45.1 เมื่อเทียบรายเดือน ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ยอดขาย EV หมดเกลี้ยงก่อนมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลสหรัฐฯ จะหมดอายุ นอกจากนี้ ยังใกล้เคียงกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE+) หรือรถน้ำมันมือหนึ่ง ที่อยู่ที่ 72 วัน 


สำหรับรถ EV มือสอง จำนวนวันที่มีสินค้าพร้อมขาย อยู่ที่ 31 วัน ลดลงร้อยละ 28.3 เมื่อเทียบรายปี และลดลงร้อยละ 31.7 เมื่อเทียบรายเดือน ห่างกับรถยนต์น้ำมันที่อยู่ที่ 35 วัน ทั้งนี้ จำนวนรถยนต์ EV มือสองในสต็อกลดลงอย่างมากแทบทุกแบรนด์ โดย “เทสลา” ยังคงเป็นแบรนด์หลักที่มีจำนวนรถยนต์ในสต็อกรอขายต่ำสุดที่ 30 วัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของ “เทสลา” นับเฉพาะรถที่จำหน่ายผ่านตัวแทนแบบดั้งเดิมเท่านั้น ไม่รวมรถยนต์ที่อยู่ในโชว์รูมของ “เทสลา” เอง

ในแง่ราคาซื้อขายเฉลี่ย (average transaction price-ATP) ของรถ EV มือหนึ่งในเดือนมีนาคม อยู่ที่ 54,508 ดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งการลดลงของราคาเฉลี่ยเมื่อเทียบรายเดือนสะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาต่อหน่วยและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขณะที่ส่วนต่างราคาระหว่างรถ EV เทียบกับรถน้ำมัน ลดลงเหลือ 5,800 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์


ด้านราคาซื้อขายเฉลี่ยรถ EV มือสอง อยู่ที่ 34,653 ดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบรายปี และลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบรายเดือน อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างราคารถ EV มือสองกับรถเครื่องยนต์น้ำมันมือสองลดลงเหลือ 1,012 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวโน้มราคาที่ทิ้งห่างกันไม่มาก แตกต่างจากเมื่อปีที่แล้ว รถ EV มือสองมีราคาสูงกว่ารถยนต์น้ำมันมือสองถึง 3,923 ดอลลาร์


รายงานระบุด้วยว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ซื้อหันมาพิจารณาซื้อรถ EV มากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมบนเว็บไซต์ซื้อขายรถมือสองอย่าง Kelley Blue Book และ Autotrader ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือ “ค็อกซ์ ออโตโมทีฟ” เพิ่มขึ้น แต่จากบทเรียนในอดีตสะท้อนว่า ราคาน้ำมันจะต้องทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน กว่าที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับยอดขายที่มีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การพิจารณาซื้อรถ EV ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมัน อาทิ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และการตั้งราคาที่สูงกว่ารถทั่วไป


ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ที่แนวโน้มรถ EV กำลังเติบโต ทั้งที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลยุคนี้ แต่ในตลาดยุโรป ยอดขายรถ EV มือสองก็กำลังทำผลงานได้ดี จากข้อมูลของ “มาร์เก็ตเช็ก” (Marketcheck) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์ พบว่า ยอดขายรถ EV มือสองในอังกฤษเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุขึ้น โดยในบางวันทำยอดขายทะลุ 1,100 คัน เมื่อเทียบกับหลักไม่กี่ร้อยคันก่อนหน้านี้ 


ข้อมูลดังกล่าวชี้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ยอดขายรถ EV มือสองเฉลี่ยที่ราว 787 คันต่อวัน แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 1,074 คันต่อวันในเดือนมีนาคม และยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนมีนาคม ซึ่งยอดขายรายวันสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม มียอดขาย 1,657 คัน สะท้อนว่าความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับราคาและปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมาก ทำให้ผู้ซื้อรถมือสองหันมาสนใจรถ EV มากขึ้น


ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังกระตุ้นยอดขายรถ EV มือสองในตลาดอื่น ๆ ของยุโรป รวมถึงนอร์เวย์ ข้อมูลจาก Finn.no ตลาดรถยนต์มือสองรายใหญ่ที่สุดของนอร์เวย์ ชี้ว่า รถ EV เพิ่งแซงหน้ารถน้ำมันในฐานะรถยนต์ที่ขายดีที่สุดของเว็บไซต์ สอดคล้องกับ “อรามิสออโต้” (Aramisauto) เว็บซื้อขายรถยนต์มือสองออนไลน์ของฝรั่งเศส ที่เผยว่า ส่วนแบ่งยอดขายรถ EV ของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า เมื่อเทียบระหว่างสัปดาห์ที่เริ่มต้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงสัปดาห์ที่เริ่มต้นวันที่ 9 มีนาคม จากร้อยละ 6.5 เป็นร้อยละ 12.7 ในขณะที่รถยนต์น้ำมันมีสัดส่วนลดลง ส่วนในเยอรมนี mobile.de ตลาดรถยนต์ออนไลน์ใหญ่ที่สุด พบว่า การใช้คำค้นหารถ EV บนเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 3 เท่าตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม จากร้อยละ 12 เป็นร้อยละ 36 


ในกลุ่มประเทศนอร์ดิก เว็บไซต์ขายรถยนต์มือสองขนาดใหญ่สุดภายใต้บริษัท “เวนด์” (Vend) จากนอร์เวย์ ก็มีสัดส่วนรถ EV เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน ส่วนแพลตฟอร์ม “บล็อกเก็ต” (Blocket) ของสวีเดน ยอดขายรถ EV เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ใน 2 สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ขณะที่จำนวนผู้เข้าชมรถ EV ผ่านแพลตฟอร์มก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ส่วนแพลตฟอร์มรถยนต์มือสองในเดนมาร์ก  “บิลบาเซน” (Bilbasen) ก็รายงานว่ามีการใช้คำค้นหารถ EV เพิ่มขึ้น 


ขณะที่ในเอเชีย แม้จะไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงสำหรับกระแส EV มือสอง แต่มีรายงานในหลายประเทศที่ผู้คนให้ความสนใจกับรถ EV มือหนึ่งมากขึ้น ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น อาทิ เวียดนามและไทย

ปัจจัยที่หนุนรถ EV มือสองมาจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูง จากราว 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขณะนี้อยู่เหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาราคาน้ำมันดิบเบรนต์ เคลื่อนไหวแถว 112  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส เคลื่อนไหวแถวระดับ 104  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 


ราคาน้ำมันเผชิญความผันผวนอีกครั้ง หลังตลาดตอบรับแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการนำทางเรือขนส่งแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ถูกอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีครั้งใหม่ รวมถึงโจมตีท่าเรือขนถ่ายน้ำมันสำคัญในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  (UAE) 


อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจะซื้อรถ EV มือสองหรือมือหนึ่งก็ตาม ผู้บริโภคควรศึกษาถึงค่าใช้จ่ายบางส่วนที่อาจแตกต่างจากรถยนต์แบบน้ำมัน เรื่องแรก รถ EV อาจช่วยประหยัดค่าน้ำมัน แต่ก็ต้องชาร์จแบตเตอรี่อยู่ดี ซึ่งการใช้เครื่องชาร์จที่ติดตั้งที่บ้านจะประหยัดกว่าการชาร์จจากสถานีข้างนอกที่ค่าบริการจะสูงกว่า ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ การขับรถระยะทาง 1,633 กิโลเมตรต่อเดือน การชาร์จไฟจากบ้านจะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 59.66 ดอลลาร์ต่อเดือน เทียบกับการชาร์จเร็วที่สถานีชาร์จสาธารณะที่ราคาราว 169 ดอลลาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่าการติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จที่บ้านก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง


เรื่องที่ 2 การบำรุงรักษา แม้รถ EV จะไม่ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หรือเบรกที่ใช้งานได้นานกว่ารถเครื่องยนต์น้ำมัน แต่รถ EV มีแนวโน้มที่ดอกยางอาจสึกหรอเร็วกว่าจากน้ำหนักของรถ เรื่องที่ 3 ค่าซ่อม EV อาจแพงกว่า และอาจทำได้ยากหากต้องใช้ชิ้นส่วนที่หายาก เรื่องที่ 4 แบตเตอรี่มีราคาแพงในการเปลี่ยน โดยแบตเตอรี่ใหม่มีราคาตั้งแต่ 5,000-15,000 ดอลลาร์ และเรื่องสุดท้าย ค่าประกันของ EV แพงกว่า โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปีของรถ EV อยู่ที่ 4,058 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 2,732 ดอลลาร์สำหรับรถน้ำมัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง