รีเซต

เจาะลึก “CLMV” กลางมรสุมโลก

เจาะลึก “CLMV” กลางมรสุมโลก
TNN ช่อง16
31 กรกฎาคม 2569 ( 11:04 )
4

SCB EIC เผยแพร่รายงานล่าสุด ประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มประเทศ CLMV ที่ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวลงในปีนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญมรสุมหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของ CLMV ในปี 2569 น่าจะขยายตัวที่ระดับร้อยละ 6.2 ชะลอลงจากร้อยละ 7.1 ในปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มการชะลอตัวลงของทั้ง 4 ประเทศ กรณี “กัมพูชา” คาดว่าปีนี้จะโตที่ร้อยละ 3.7 ลดลงจากปีที่แล้วที่โตร้อยละ 5.3 ส่วน “สปป.ลาว” น่าจะโตที่ร้อยละ 4.1 ลดลงจากร้อยละ 4.8 ด้าน “เมียนมา” เป็นไปได้ที่จะโตร้อยละ 2.6 เทียบกับร้อยละ 3.4 และ “เวียดนาม” น่าจะโตที่ร้อยละ 7.1 ชะลอลงจากร้อยละ 8.0 


การชะลอตัวของเศรษฐกิจ CLMV สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่ท้าทายมากขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ค่าเงินสกุลท้องถิ่นอ่อนค่าลง และส่งผลให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินล่าช้าออกไป ซึ่งจะกดดันความต้องการบริโภคภายในประเทศและเสถียรภาพระบบการเงิน ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ขณะที่ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของจีนและการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ผลิตในประเทศเหล่านี้เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง


รายงานตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจัยสนับสนุนเฉพาะของแต่ละประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจ CLMV ยังมีแนวโน้มชะลอลงสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งปีนี้น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 แผ่วลงจากปีที่แล้วที่โตร้อยละ 2.8 ก่อนจะค่อยฟื้นตัวที่ร้อยละ 2.6 ในปีหน้า โดย “เวียดนาม” ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของภูมิภาค ขณะที่กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา จะพึ่งพาปัจจัยสนับสนุนเฉพาะด้านเพื่อบรรเทาแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง


สำหรับปัจจัยเสี่ยงของกลุ่ม CLMV ขณะนี้ ได้แก่ การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศในกลุ่มนี้ที่ยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะกัมพูชาและเวียดนาม ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ที่อาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่อาจรุนแรงในไตรมาส 4 ปี 2569 จนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 และการที่คุณภาพสินทรัพย์เสื่อมถอยอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน

เมื่อแยกรายประเทศ เศรษฐกิจ “กัมพูชา” มีแนวโน้มเติบโตแบบชะลอตัวอย่างชัดเจน จากต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ความต้องการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเบาที่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ เช่น สิ่งทอ รวมถึงการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพียงพอจะช่วยรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก รวมถึงความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะสั้นได้ 


ในแง่การดึงดูดเม็ดเงิน FDI กัมพูชายังพึ่งพาจีนอย่างมาก SCB EIC ประเมินว่า ในปี 2568 จีนมีสัดส่วนร้อยละ 73 ของเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้าสู่กัมพูชาทั้งหมด ส่วนใหญ่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก ตัวเลขดังกล่าวเน้นย้ำถึงการบูรณาการอย่างลึกซึ้งของกัมพูชาเข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่เน้นจีนเป็นศูนย์กลาง ทำให้กัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตจากจีนมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตรวจสอบจากสหรัฐฯ เกี่ยวกับการขนถ่ายสินค้าผ่านประเทศที่ 3 (transshipment) นอกจากนี้ การกระจุกตัวของ FDI ยังจำกัดการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์

ด้าน “สปป.ลาว” เศรษฐกิจก็มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากเงินกีบที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แต่ สปป.ลาวมีการส่งออกไฟฟ้าและภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงพยุงสำคัญ ซึ่งจีนมีส่วนสนับสนุนทั้ง 2 เรื่องนี้ ขณะที่หนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงและพื้นที่เชิงนโยบายที่จำกัด ทำให้เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังคงเปราะบาง


ในส่วนของการท่องเที่ยวที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดย สปป.ลาวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเยือนเกินเป้าหมาย 4.5 ล้านคนในปี 2568 ซึ่งได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากไทยและจีน กรณีจีนเป็นเพราะการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ขณะที่ในปีนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวไว้ที่ 6 ล้านคน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อและความต้องการเดินทางที่ชะลอตัวท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง 

สำหรับ “เมียนมา” เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างเปราะบาง แม้จะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากความต้องการบริโภคจากต่างประเทศ การส่งออกแร่หายาก และการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปีที่แล้ว แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จำกัดการเติบโตของเศรษฐกิจเมียนมา 


ขณะเดียวกัน การที่เมียนมาต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจำนวนมากกว่าร้อยละ 90 ประกอบกับไม่มีโรงกลั่นในประเทศ ทำให้มีความเปราะบางต่อภาวะช็อกด้านพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้ว และซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนพลังงานให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของเมียนมาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขยับแตะระดับร้อยละ 25 โดยเป็นผลจากสงครามตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18.2 ในเดือนกุมภาพันธ์

กรณี “เวียดนาม” เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม CLMV โดยได้รับแรงหนุนจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์  (AI) ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดี เม็ดเงิน FDI จากต่างประเทศที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโต อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงทำให้เวียดนามยังคงมีความเปราะบางต่อความต้องการบริโภคที่ชะลอลงทั่วโลก รวมถึงราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน และความเสี่ยงจากการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301


การส่งออกยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจเวียดนาม โดยช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกขยายตัวร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการย้ายฐานการผลิต ประกอบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพิ่มขึ้น การบูรณาการร่วมกับห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกมากขึ้น และการเร่งผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ล่วงหน้า เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก 


สถานการณ์เศรษฐกิจของ CLMV สะท้อนนัยต่อไทย โดยการเกินดุลการค้าของไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มลดลงในปี 2569 การส่งออกจากไทยไปยัง CLMV อาจชะลอตามความต้องการบริโภคที่อ่อนแอลง รวมถึงความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าจากกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จากเวียดนาม อาทิ คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักร


ขณะที่การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV ก็มีแนวโน้มชะลอลง เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน และมุ่งเลือกลงทุนเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม CLMV ยังคงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภาคธุรกิจไทยในระยะยาว จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต ศักยภาพด้านการส่งออกของ CLMV ไปยังตลาดต่างประเทศ และบทบาทในการเชื่อมโยงกับตลาดภายในภูมิภาค

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง