ปชป.จับมือพรรคร่วมอุดมการณ์ ดันแก้รัฐธรรมนูญใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดเผยความคืบหน้าการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้โดยลำพังตามเงื่อนไขของกฎหมาย จึงอยู่ระหว่างประสานความร่วมมือกับพรรคการเมืองที่มีแนวทางและอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพื่อร่วมลงชื่อเสนอร่างต่อรัฐสภาภายในสัปดาห์หน้า
สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมผลักดัน มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ให้เกิดการกระจายตัวอย่างแท้จริง เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือก และออกแบบกลไกการลงคะแนนในรัฐสภาเพื่อป้องกันการครอบงำโดยกลุ่มทุนหรือเสียงข้างมากทางการเมือง
อีกประเด็นสำคัญ คือ การกำหนดกรอบชัดเจนว่าจะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งพรรคมองว่าเป็นหมวดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและความรู้สึกของประชาชนในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน พรรคยังเสนอปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภา ภายหลัง สสร. ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้กลไกเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษสามารถใช้อำนาจยับยั้ง จนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
ในประเด็นการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเมือง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทีมกฎหมายของพรรคได้ติดตามมติและการแถลงข่าวของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. กรณี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่ง ป.ป.ช. ระบุว่าไม่มีเจตนาแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และไม่ได้แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร และเคยชี้ไว้ชัดเจนว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ดังนั้น สส.ของพรรคจึงร่วมลงชื่อเพื่อยื่นคำร้องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวต่อไป
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังประกาศเดินหน้าฟื้นร่างกฎหมายภาคประชาชนที่เคยค้างอยู่ในสภาชุดก่อน หลังคณะรัฐมนตรีมีมติไม่ยืนยันร่างกฎหมายหลายฉบับ ทำให้กระบวนการต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยในสัปดาห์นี้ สส.ของพรรคได้ร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายกลับเข้าสู่ระเบียบวาระอีกครั้ง รวม 5 ฉบับสำคัญ
หนึ่งในนั้นคือ ร่าง พ.ร.บ.รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ PRTR ซึ่งพรรคจะนำเนื้อหาที่ผ่านการพิจารณาจากกรรมาธิการเดิมมาปรับปรุงใหม่ พร้อมลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทยให้สอดคล้องกับแนวทางของ OECD
อีกฉบับคือ ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่มุ่งลดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการ และปรับรายละเอียดให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่
ส่วนร่างกฎหมาย อสม. พรรคประชาธิปัตย์เสนอเพิ่มกลไก “กองทุนสวัสดิการ อสม.” เพื่อสร้างหลักประกันด้านสิทธิประโยชน์และความมั่นคงให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขชุมชน
พร้อมกันนี้ พรรคยังเตรียมเสนอร่างกฎหมายเพิ่มเติมอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 เพื่อผลักดันระบบข้อมูลภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัล เปิดทางการใช้ Open Data และลดขั้นตอนการอุทธรณ์กรณีรัฐปฏิเสธเปิดเผยข้อมูล
รวมถึงร่าง พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สภา SME เพื่อจัดตั้งองค์กรกลางเป็นตัวแทนผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ และกำหนดให้ภาครัฐต้องมีมาตรการสนับสนุน SME ไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการจัดสรรสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
