SHRกำไรQ1ออลไทม์ไฮ ลุยหาตลาดใหม่ดันยอด

#SHR #ทันหุ้น - SHR เปิดปีแข็งแกร่ง โชว์กำไรไตรมาส 1/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 264 ล้านบาท โต 51% YoY โชว์กรอสมาร์จิ้นแตะ 40.1% รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซันโรงแรมไทย-มัลดีฟส์โตต่อเนื่อง ดันรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเพิ่ม พร้อมคุมเข้มค่าใช้จ่าย เปิดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง เร่งหากลุ่มตลาดใหม่ เพื่อรักษา RevPARดีต่อเนื่อง หนุนผลดำเนินงานปีนี้ตามเป้า
บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ผู้นำด้านการบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ตระดับนานาชาติในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S แจ้งว่า ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 264 ล้านบาท เติบโตขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
@โรงแรมไทย-มัลดีฟส์ดัน
ทั้งนี้บริษัทมีรายได้จากการประกอบธุรกิจโรงแรมและบริการรวมจำนวน 2,634 ล้านบาท โดยโรงแรมในประเทศไทยยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่สำคัญ ซึ่งในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทยังคงสามารถรักษาอัตราการเข้าพักรวมได้ในระดับสูงถึง 87% ขณะที่สามารถยกระดับอัตราห้องพัก (ADR) ให้สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 9% สู่ระดับราคา 13,951 บาท และโรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต ยังคงมีผลการดำเนินงานที่โดนเด่นด้วยรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) เพิ่มสูงขึ้นถึง 19% อยู่ที่ 13,114 บาท และยังคงรักษาดัชนีการสร้างรายได้ หรือ RGI ได้ในลำดับที่ 1 ต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มโรงแรมในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ยังคงมีอัตราการเข้าพักในช่วงไตรมาส 1 อยู่ในระดับสูงที่ 89% และมีอัตราห้องพักปรับตัวสูงขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 532 ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อการเดินทางและก่อให้เกิดความกังวลในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
นอกจากกลุ่มโรงแรมหลักที่อยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว บริษัทยังได้ดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มโรงแรมที่อยู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน โดยสามารถขยายสัดส่วนฐานลูกค้าจีนได้เพิ่มขึ้นในโรงแรม Castaway Island, Fiji ส่งผลให้สามารถปรับเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ได้ 5% ที่ระดับ 740 ฟิจิดอลลาร์ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูมรสุมของปี
@Q1 กำไรนิวไฮ
นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวว่า ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัท สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามกลยุทธ์ที่บริษัทได้วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการสร้างแบรนด์และการตลาดที่ทำให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-Spending และการขยายฐานลูกค้าให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น
รวมถึงผลดำเนินงานก็ยังคงรักษาประสิทธิภาพให้ดีขึ้นอันสะท้อนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 40.9% จาก 39.6% ในปีก่อน ผนวกกับค่าใช้จ่ายทางการเงินที่บริษัท ยังคงบริหารและดำเนินการเจรจากับสถาบันทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อีก 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ในไตรมาสนี้เราสามารถรายงานกำไรประจำไตรมาส 1 สูงสุดใหม่ที่ระดับ 264 ล้านบาท
สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น แต่ละภูมิภาคที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ คาดว่าจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันออกไป ในไตรมาส 2 นี้ อาจเริ่มเห็นแรงกดดันต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่ปรับตัวสูงขึ้นในบางส่วนมากขึ้น แต่กลุ่มโรงแรมที่อยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2 อาทิ กลุ่มโรงแรมในสาธารณรัฐฟิจิ และสหราชอาณาจักร คาดว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด จากฐานลูกค้าหลักที่เป็นนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-Haul) และนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งผลให้ยังมีแนวโน้มรักษาการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ได้อย่างต่อเนื่อง
“สงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เข้ามากดดันภาพรวมของการดำเนินงานของบริษัท ทั้งนี้เราเน้นการดำเนินงานให้มีความระมัดระวังยิ่งขึ้น พร้อมวางกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุก เร่งหากลุ่มตลาดทดแทน รวมถึงยังคงมุ่งบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทเชื่อว่าการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานในปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล กล่าวเสริม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
