รีเซต

เก็งเงินไหลเข้าหุ้นไทย หลบภัยโลกขัดแย้ง

เก็งเงินไหลเข้าหุ้นไทย หลบภัยโลกขัดแย้ง
TNN ช่อง16
20 มกราคม 2569 ( 12:04 )
14

ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาตร์ของฝั่งตะวันตก ที่เกิดขึ้นแถบทุกภูมิภาคของโลก และคู่ล่าสุดคือ "สหรัฐฯ-ยุโรป" ที่ประกาศจะขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน จากปมกรีนแลนด์ ล้วนเป็นกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผันผวน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสที่จะหนุนให้เม็ดเงิน โยกมาในตลาดที่ความไม่แน่นอนน้อยกว่าอย่างตลาดเอเชียรวมถึงไทย ในฐานะหลุมหลบภัยที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

เริ่มที่มุมมองจากหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ที่มองว่าประเทศไทยอาจได้ประโยชน์ หากสหรัฐฯ-ยุโรปขัดแย้งกัน จนนำไปสู่การขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกัน เพราะสิ่งที่จะตามมา คือสินค้าจากยุโรปที่จะเข้าอเมริกาจะแพงขึ้น และสินค้าอเมริกาก็จะเข้ายุโรปยากขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษี ไทยซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน 

ขณะที่ตัวเลขมูลค่าการค้าของไทยกับ 2 ประเทศ ปัจจุบันพบว่าการค้าระหว่างไทย - สหรัฐฯ (UNITED STATES) มีมูลค่าประมาณ 83,019.50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.90 ขณะที่การค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION) มีมูลค่าประมาณ 49,070.60 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.63 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ตลาดสหรัฐฯและสหภาพยุโรป มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 20.5 ของการค้าไทย มูลค่ารวมกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าไทยอันดับ 1 เสียอีก ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI)เพราะเรามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์ ฝ่ายวิจัยฯ จึงมองหุ้นที่คาดได้ SENTIMENT เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว คือ 

- กลุ่มนิคมฯ โดยมี WHA AMATA เป็นหุ้นเด่น 

- ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนฯ มอง DELTA 

- กลุ่มยานยนต์แนะนำ SAT AH 

- และกลุ่มอาหารแปรรูป แนะนำ CPF TU ITC TFG

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยฯ ยังมองว่า ปัจจัยภายนอกที่กำลังฝุ่นตลบ เริ่มมาตั้งแต่ข้อพิพาทระหว่างสหรัฐ ที่เดินทางจากอเมริกาใต้ สู่ตะวันออกกลาง และล่าสุดยุโรปที่ถูกขู่ตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม ล้วนเป็นกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผันผวน แต่ความผันผวนดังกล่าว มีโอกาสที่จะหนุนให้เม็ดเงิน โยกมาในตลาดที่ความไม่แน่นอนน้อยกว่าอย่างตลาดเอเชียรวมถึงไทย ที่ปัจจุบันฝ่ายวิจัยฯ มองว่ามีแนวโน้มที่กำไรบริษัทจดจะทะเบียนในไตรมาส 4 จะออกมาดี จึงสามารถคาดหวังว่าจะหนุน FUND FLOW ไหลเข้าต่อ 

ล่าสุด ฝ่ายวิจัยฯ รวมรวมกำไรงวดไตรมาส 4 จาก BLOOMBERG CONSENSUS จำนวน 204 บริษัทซึ่งคิดเป็นร้อยละ 76 ของ MARKET CAP มีโอกาสเติบโตจากฐานต่ำ โดยคาดว่าจะหนุนกำไรทั้งหมดอาจกลับสู่ภาวะปกติที่ 250,000 – 270,000 ล้านบาท ดังนั้น ในแง่กลยุทธ์ จึงแนะนำหุ้นใหญ่กำไรไตรมาส 4 สดใส ซึ่งประกอบด้วย PTT, BCP, IVL, BDMS, BCH, MTC, CENTEL, SCGP,WHA, PLANB, AP และ STECON

ด้านมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ระบุว่าทิศทางลงทุนเงินต่างชาติเริ่มมีสัญญาณบวก หลังจากที่หุ้นไทย Laggard หุ้นโลกอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดต่างชาติซื้อสุทธิหนัก 3 วันติด ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี (YTD) พลิกกลับมามียอดซื้อสุทธิเกือบ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นปีนี้ที่ดี หลังจากที่ต่างชาติขายสุทธิ 3 ปีติด มากกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท ทั้งนี้ หากต่างชาติกลับมาซื้อคืนหุ้นไทยต่อเนื่อง คาดจะเป็นผลดีต่อหุ้นไทยโดยตรง อิงจากการศึกษาตัวแบบความสัมพันธ์ทิศทางการลงทุนของต่างชาติและความเคลื่อนไหวของ SET Index ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าทุก ๆ 1,000 ล้านบาทของเม็ดเงินต่างชาติที่เป็นบวก จะส่งผลต่อ SET Index ปรับขึ้นราว 1.1 จุด

นอกจากนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เกี่ยวกับความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ของทรัมป์ ยังเป็นปัจจัยหนุนให้มีโอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติ จะไหลมาในฝั่งเอเชียมากขึ้น ในฐานะหลุมหลบภัยที่มีความเสี่ยงน้อยจากปัญหาภูมิรัฐศาตร์ของฝั่งตะวันตก

จากมุมมองข้างต้น ในเชิงกลยุทธ์ ทิสโก้จึงแนะนำเน้นหุ้นเด่นตามปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไทย 4 กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสูงที่คาดจะเป็นเป้าหลักของเม็ดเงินต่างชาติ อย่างกลุ่มพลังงาน แนะนำ GULF, PTTEP กลุ่มธนาคาร แนะนำ KTB, TTB กลุ่มสื่อสาร แนะนำ TRUE และกลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ BDMS, BH 

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญเกือบ 8,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี ต้องจับตาการซื้อสุทธิดังกล่าว ว่าจะเป็น Flow ที่เข้ามาต่อเนื่องหรือไม่ แต่เบื้องต้น มองส่วนใหญ่เป็น Flow ที่เก็งกำไรระยะสั้น สะท้อนผ่านการซื้อสุทธิที่เกิดขึ้นผ่านระบบ Program trading ในระดับใกล้เคียงกัน และยังไม่มีสัญญาณบวกใดจาก ETF หุ้นไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีค่าเงิน Dollar index ที่ยังคงไม่สามารถผ่านระดับแนวต้านที่ 100 ขึ้นไปได้ ซึ่งเมื่อมาประกอบกับราคาทองคำที่ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จึงน่าจะทำให้ทิศทางเงินบาทและFund flow โดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี  

ในแง่กลยุทธ์ ทรีนีตี้ ประเมินกรอบแนวต้านของ SET Index สัปดาห์นี้ไว้ที่บริเวณ 1,290 - 1,300 จุด ในขณะที่หุ้น Top pick ยังคงแนะนำหุ้นเด่น 10 ตัวประจำเดือนมกราคม ซึ่งประกอบด้วย CPALL, HMPRO, GLOBAL, AEONTS, BAM สำหรับกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศและ KTB, ICHI, SCB, SABINA, TTB สำหรับกลุ่มหุ้นปันผลสูง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง