ศาลสหรัฐฯ ล้ม "ภาษีทรัมป์" แต่เกมยังไม่จบ! เปิดฉากสงครามการค้าโลก ยกสอง ดัน Global Tariff 15%

ศาลสหรัฐฯ "ล้มภาษีทรัมป์" แต่เกมยังไม่จบ! เปิดฉากสงครามการค้าโลก ยกที่สอง ดัน "Global Tariff" พุ่ง 15%
สงครามการค้าโลก เข้าสู่ยกที่สอง หลังจากที่ภาษีตอบโต้ของทรัมป์ที่ประกาศมาก่อนหน้านี้ต้องเป็นโมฆะ หรือถูกล้มเลิกไป เพราะถูกศาลสูงตัดว่าผิด มิชอบด้วยกฎหมาย ทำเกินอำนาจหน้าที่ แต่ถามว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยดีแล้วหรือไม่ มันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะทรัมป์ยังคงเดินเกมต่อ ด้วยแผนสำรองอีกมากมาย โดยเฉพาะล่าสุดประกาศขึ้นภาษี Global Tariff 15 %
ล้มกระดานภาษีทรัมป์ จุดเปลี่ยนนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการใช้อำนาจภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี 1977 หรือ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีนำเข้าในวงกว้างต่อประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยศาลระบุว่าอำนาจในการจัดเก็บภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจโดยกำเนิดของประธานาธิบดีในยามสันติภาพ หรือช่วงเวลาปกติ
ศาลชี้ว่าการตีความ IEEPA ของฝ่ายบริหารเป็นการขยายอำนาจประธานาธิบดีเกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติไว้ และตลอดกว่า 50 ปีของการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะครอบจักรวาลมาก่อน การตัดสินดังกล่าวทำให้มาตรการภาษีฐาน 10% ที่ทรัมป์เคยประกาศใช้กับคู่ค้าทั่วโลกภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงและดุลการค้า ต้องถูกยกเลิกไปโดยทันที
แต่อย่างไรก็ตามศาลยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องการคืนเงินภาษีที่เก็บมาแล้วก่อนหน้านี้ ว่าสุดท้ายหลังจากนี้ผู้นำเข้าสินค้าจะมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนจากภาษีนำเข้าที่จ่ายไปปแล้วมากน้อยเพียงใด โดยปล่อยให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียดต่อไป อย่างไรก็ตามถ้าหากมีการเปิดทางให้มีการคืนเงินเต็มจำนวนทั้งหมด มูลค่าการคืนภาษีอาจพุ่งสูงไปถึง 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความวุ่นวายของการคืนเงินภาษี เป็นเหตุที่่ทำให้ผู้พิพากษาบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการล้มภาษีทรัมป์ในครั้งนี้
คำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่เหมือนฟ้าผ่าไปยังทรัมป์ และทรัมป์ก็ออกมาตอบโต้ทันทีเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังประกาศคำพิพากษา ทรัมป์ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจต่อศาล โดยระบุว่าคำตัดสินดังกล่าว “ไร้สาระ” และยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการภาษีต่อไป เขาประกาศใช้ “ภาษีทั่วโลก” Global Tariff ที่อัตรา 10% อีกครั้ง และต่อมาได้ปรับเพิ่มขึ้นไปอีกถึงระดับ 15 % โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถขึ้นภาษีได้สูงสุด 15% เป็นระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส การดำเนินการดังกล่าวทำให้เกมภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด แม้ศาลจะจำกัดการใช้อำนาจผ่าน IEEPA แล้วก็ตาม
ขณะที่ Oxford Economics ตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะต้องคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้วราว 130,000–175,000 ล้านดอลลาร์หรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายเพิ่มเติม หรือหมายความว่าภาคธุรกิจอาจจะต้องเดินหน้าฟ้องร้องเรียกเงินคืนกันเอง
ความไม่แน่นอนดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดการเงินทันที หลังคำตัดสินออกมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นช่วงแรกก่อนปิดบวกเพียงเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความกังวลต่อทิศทางหนี้สาธารณะและนโยบายการคลังในระยะถัดไป
ในระดับโลก คำตัดสินของศาลและการตอบโต้ของทรัมป์สร้างความผันผวนต่อระบบการค้าโลกอีกครั้ง ตลอดช่วงปี 2017–2025 นโยบาย "America First" ได้ยกระดับภาษีจากเครื่องมือการค้าสู่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ มีการใช้กฎหมายต่างๆ เช่น มาตรา 232 ภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ และมาตรา 301 เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ภาษีจำนวนมากได้กลายเป็นโครงสร้างถาวร แม้เปลี่ยนรัฐบาลไปในช่วงหนึ่ง แต่หลายมาตรการก็ยังคงอยู่
และล่าสุดการที่ทรัมป์หันมาใช้มาตรา 122 แทน IEEPA บ่งชี้ว่าช่องทางทางกฎหมายยังเปิดอยู่ แม้มาตรการดังกล่าวมีอายุเพียง 150 วัน แต่สามารถขยายหรือผลักดันเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติได้ หากได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา ความเป็นไปได้ในการใช้มาตรา 338 ของกฎหมาย Smoot-Hawley ปี 1930 หรือการขยายการใช้มาตรา 232 และ 301 ยังคงอยู่ และอาจถูกหยิบมาใช้หากรัฐบาลต้องการเพิ่มแรงกดดันทางการค้า
ผลกระทบในระดับโลกจึงมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือความหวังว่าภาษีที่ถูกยกเลิกจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และบรรเทาภาระผู้บริโภค อีกด้านหนึ่งคือความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่อาจทำให้บริษัทข้ามชาติชะลอการลงทุน การวางแผนซัพพลายเชน และการตัดสินใจขยายกำลังการผลิต เนื่องจากไม่สามารถประเมินได้ว่าภาษีใหม่จะมีอายุยืนยาวเพียงใด
ผลกระทบต่อไทย หลังจากนี้ยังอยู่บนความเสี่ยง ความท้าทาย เพราะทุกอย่างยังไม่นิ่ง แต่รัฐบาลไทยมองเป็นบวกระยะสั้น
ความเห็นจาก ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินสถานการณ์การค้าโลก ระบุว่า สงครามการค้าโลก กำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 ซึ่งอาจมีความเข้มข้นมากขึ้นจากการใช้เครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับควบคู่กันไป ขณะที่ประเทศคู่ค้าต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในเชิงนโยบายการค้าและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ โดยมองว่าคำสั่งศาลสหรัฐฯ ได้ทำให้ทรัมป์ “ลำบากขึ้น” แต่ไม่สามารถหยุดนโยบายภาษีได้ เพราะมีทางเลือกอื่นเป็นแผนสำรองไว้รองรับแล้ว
ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองบวกถึงเรื่องนี้ โดยย้ำว่ารัฐบาลไทยประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมองว่าการกำหนดอัตราภาษีในระดับเดียวกันช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการแข่งขัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ไทยเคยถูกจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตราสูงถึง 19% เพราะโดยภาพรวมเท่ากับว่ามาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเครื่องมือจากลักษณะทั่วไป มาเป็นการใช้มาตรการเฉพาะสินค้า หรือเฉพาะรายประเทศมากขึ้น
และการที่อัตราภาษีใหม่ถูกกำหนดไว้ที่ 15% เท่ากันทั่วโลก ถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะสั้น เพราะช่วยลดความเสียเปรียบด้านอัตราภาษี และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วง 150 วันที่มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ซึ่งอาจเห็นการเร่งส่งออก (front-loading) เพื่อใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้
นอกจากนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งทีมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบรายสินค้าและรายอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมแนวทางรับมือหากมีการใช้มาตรการทางการค้าอื่นเพิ่มเติมในอนาคต ขณะเดียวกันในฝั่งตลาดทุนไทยเริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนไหลเข้า หลังความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีลดลงในระดับหนึ่ง
ในมิติระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมองว่ามาตรการภาษีดังกล่าวอาจเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่าน และทิศทางการค้าระหว่างประเทศยังมีความผันผวนสูง ไทยจึงจำเป็นต้องขยายตลาดและกระจายความเสี่ยง ผ่านการเร่งผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น
สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้นของไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของมูลค่าส่งออกรวม การเปลี่ยนแปลงภาษีแม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จึงมีนัยต่อรายได้ผู้ส่งออกและดุลการค้าโดยรวม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยประเมินว่าความผันผวนด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2026
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
