รีเซต

สรุปวิกฤตยานยนต์ 69 กางตัวเลขส่งออกรถยนต์ส่อ "ดิ่งเหว" เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง

สรุปวิกฤตยานยนต์ 69 กางตัวเลขส่งออกรถยนต์ส่อ "ดิ่งเหว" เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง
TNN ช่อง16
24 มีนาคม 2569 ( 16:23 )

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกยานยนต์ที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจลุกลามไปสู่กำลังซื้อในประเทศในระยะถัดไป

ส.อ.ท.จับตาสงคราม หวั่นกระทบส่งออกเม.ย.

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อภาคการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าระหว่างประเทศ

เรือสินค้าหลายลำไม่กล้าแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ต้องจอดรอหรือเปลี่ยนเส้นทางไปพักที่อินเดียและสิงคโปร์ ทำให้การส่งออกรถยนต์บางส่วนล่าช้า และมีแนวโน้มเห็นผลกระทบชัดเจนในเดือนเมษายน 2569 หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

ส่งออกรถยนต์ ก.พ. ลดเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงเพิ่ม

ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 39.02% แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.05% หรือหายไป 41 คัน ขณะที่มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 53,363.33 ล้านบาท ลดลง 6.17% เมื่อเทียบปีต่อปี

ตลาดที่หดตัวประกอบด้วยเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย และยุโรป ส่วนตลาดตะวันออกกลางยังเติบโต เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีการสู้รบในพื้นที่โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการขนส่งเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายสุรพงษ์ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้เป้าส่งออกรถยนต์ปีนี้ที่ตั้งไว้ระดับ 2 แสนคันไปยังตะวันออกกลางไม่สามารถทำได้ตามแผน

ตะวันออกกลาง ตลาดหลักอันดับ 3 ของไทย

ตะวันออกกลางถือเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ใหญ่อันดับ 3 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ 200,001 คัน คิดเป็น 21.17% ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน และมีมูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท

ความไม่แน่นอนของสงครามจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อทั้งปริมาณคำสั่งซื้อและเสถียรภาพของตลาด

การผลิตยังเดินหน้า แต่เสี่ยงต้นทุนพุ่ง

ด้านการผลิตรถยนต์ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 117,952 คัน เพิ่มขึ้น 3.43% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้น 22.83% และรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 55.98%

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังมีสต๊อกชิ้นส่วนรองรับการผลิตประมาณ 3 เดือน หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่านั้น อาจเกิดปัญหาชิ้นส่วนขาดแคลน และต้นทุนการผลิตรวมถึงค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าในอนาคต

อีกหนึ่งความกังวลคือการขาดแคลนก๊าซฮีเลียม ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ตลาดในประเทศยังเปราะบาง ยอดขายลด

ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 48,242 คัน ลดลง 2.17% จากปีก่อน และลดลงถึง 34.75% จากเดือนก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลง 18.56%

ขณะเดียวกัน รถกระบะและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังเผชิญแรงกดดันจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตในอัตราต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อยังอ่อนแรง

แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อกดดันกำลังซื้อ

สถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อยังมีความเสี่ยงทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อทั้งในระดับโลกและประเทศไทย ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง

มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตเพียงราว 1.2% ซึ่งอาจกดดันยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศเพิ่มเติม

ตลาด EV เปลี่ยนทิศ BEV ลด แต่ HEV-PHEV โต

ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า

  • BEV จดทะเบียนใหม่ 5,744 คัน ลดลง 22.12%
  • HEV จดทะเบียนใหม่ 14,641 คัน เพิ่มขึ้น 21.50%
  • PHEV จดทะเบียนใหม่ 1,021 คัน เพิ่มขึ้น 0.10%

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวของตลาดหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุด โดยผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกเทคโนโลยีไฮบริดมากขึ้น

ยังไม่ปรับเป้าทั้งปี รอประเมินกลางปี

นายสุรพงษ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเป้าหมายการผลิต ยอดขาย หรือการส่งออกของปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์สงครามเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน และยังต้องติดตามความชัดเจนในระยะต่อไป โดยปกติจะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง