สรุปวิกฤตยานยนต์ 69 กางตัวเลขส่งออกรถยนต์ส่อ "ดิ่งเหว" เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกยานยนต์ที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจลุกลามไปสู่กำลังซื้อในประเทศในระยะถัดไป
ส.อ.ท.จับตาสงคราม หวั่นกระทบส่งออกเม.ย.
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อภาคการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าระหว่างประเทศ
เรือสินค้าหลายลำไม่กล้าแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ต้องจอดรอหรือเปลี่ยนเส้นทางไปพักที่อินเดียและสิงคโปร์ ทำให้การส่งออกรถยนต์บางส่วนล่าช้า และมีแนวโน้มเห็นผลกระทบชัดเจนในเดือนเมษายน 2569 หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ
ส่งออกรถยนต์ ก.พ. ลดเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงเพิ่ม
ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 39.02% แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.05% หรือหายไป 41 คัน ขณะที่มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 53,363.33 ล้านบาท ลดลง 6.17% เมื่อเทียบปีต่อปี
ตลาดที่หดตัวประกอบด้วยเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย และยุโรป ส่วนตลาดตะวันออกกลางยังเติบโต เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีการสู้รบในพื้นที่โดยตรง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการขนส่งเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายสุรพงษ์ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้เป้าส่งออกรถยนต์ปีนี้ที่ตั้งไว้ระดับ 2 แสนคันไปยังตะวันออกกลางไม่สามารถทำได้ตามแผน
ตะวันออกกลาง ตลาดหลักอันดับ 3 ของไทย
ตะวันออกกลางถือเป็นตลาดส่งออกรถยนต์ใหญ่อันดับ 3 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคนี้ 200,001 คัน คิดเป็น 21.17% ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน และมีมูลค่ากว่า 120,000 ล้านบาท
ความไม่แน่นอนของสงครามจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อทั้งปริมาณคำสั่งซื้อและเสถียรภาพของตลาด
การผลิตยังเดินหน้า แต่เสี่ยงต้นทุนพุ่ง
ด้านการผลิตรถยนต์ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 117,952 คัน เพิ่มขึ้น 3.43% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้น 22.83% และรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 55.98%
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังมีสต๊อกชิ้นส่วนรองรับการผลิตประมาณ 3 เดือน หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่านั้น อาจเกิดปัญหาชิ้นส่วนขาดแคลน และต้นทุนการผลิตรวมถึงค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับราคาสินค้าในอนาคต
อีกหนึ่งความกังวลคือการขาดแคลนก๊าซฮีเลียม ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ตลาดในประเทศยังเปราะบาง ยอดขายลด
ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 48,242 คัน ลดลง 2.17% จากปีก่อน และลดลงถึง 34.75% จากเดือนก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลง 18.56%
ขณะเดียวกัน รถกระบะและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังเผชิญแรงกดดันจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตในอัตราต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อยังอ่อนแรง
แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อกดดันกำลังซื้อ
สถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อยังมีความเสี่ยงทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อทั้งในระดับโลกและประเทศไทย ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง
มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตเพียงราว 1.2% ซึ่งอาจกดดันยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศเพิ่มเติม
ตลาด EV เปลี่ยนทิศ BEV ลด แต่ HEV-PHEV โต
ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า
- BEV จดทะเบียนใหม่ 5,744 คัน ลดลง 22.12%
- HEV จดทะเบียนใหม่ 14,641 คัน เพิ่มขึ้น 21.50%
- PHEV จดทะเบียนใหม่ 1,021 คัน เพิ่มขึ้น 0.10%
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวของตลาดหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุด โดยผู้บริโภคบางส่วนหันไปเลือกเทคโนโลยีไฮบริดมากขึ้น
ยังไม่ปรับเป้าทั้งปี รอประเมินกลางปี
นายสุรพงษ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับเป้าหมายการผลิต ยอดขาย หรือการส่งออกของปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์สงครามเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน และยังต้องติดตามความชัดเจนในระยะต่อไป โดยปกติจะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
