รีเซต

SPCGเล็งโซลาร์ฟาร์มEEC เป้า500เมกต่อยอดรายได้

SPCGเล็งโซลาร์ฟาร์มEEC เป้า500เมกต่อยอดรายได้
ทันหุ้น
24 มีนาคม 2566 ( 11:56 )
120
SPCGเล็งโซลาร์ฟาร์มEEC เป้า500เมกต่อยอดรายได้

#SPCG #ทันหุ้น - SPCG รับรายได้ปี 2566 ลดลงจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม 14 แห่งทยอยหมด Adder เตรียมผลักดันรายได้ธุรกิจ Solar Roof เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป พร้อมคาดเริ่มก่อสร้างโครงการโซลาร์ใน EEC ราว 500 เมกะวัตต์  ปี 2566 และเริ่ม COD ได้ภายในช่วงต้นปี 2567

 

นายพิพัฒน์  วิริยธรานนท์  ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG  เปิดเผยว่า ทิศทางผลการดำเนินงานปี 2566บริษัทคาดว่ารายได้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนที่ทำได้ 4,471 ล้านบาท เนื่องจากจะมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่ได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ทยอยสิ้นสุดรวม 14 โครงการภายในปีนี้

และต่อเนื่องในปี 2567 อีกจำนวน 13 โครงการ

 

อย่างไรก็ตามแม้จะหมด Adder แล้วแต่โครงการดังกล่าวก็ยังขายไฟได้ โดยมีราคาค่าไฟฐานเฉลี่ยที่ระดับ 3.50 บาท ประกอบกับคาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจ Solar Roof เข้ามาช่วยชดเชยเพิ่มมากขึ้น

 

ลุยโครงการโซลาร์ EEC

 

สำหรับแผนการพัฒนาโครงการใหม่ในปี 2566 บริษัทคาดว่าจะมีจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับใช้ในพื้นที่เมืองใหม่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขนาดกำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์  คาดจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2566 และคาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในช่วงต้นปี 2567 และ 2.โครงการ IMARI Biomass ขนาดกำลังการผลิต 46 เมกะวัตต์   ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้า Biomass แห่งแรกที่บริษัทได้เริ่มลงทุน

 

ขณะที่ด้านธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) โดยบริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด (SPR) คาดว่าปี 2566 จะมีรายได้ประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท หลังจากปัจจุบันมีความต้องการของลูกค้าให้บริษัทเข้าไปติดตั้งแล้วไม่ต่ำกว่า 10-15 เมกะวัตต์   ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถทยอยติดตั้งได้ภายในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2566

 

สำหรับค่าเงินเยนของประเทศญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์นั้น มองว่าเป็นโอกาสที่ทำให้การใช้เงินลงทุนของโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นน้อยลง แต่ก็มีข้อเสียที่ทำให้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในญี่ปุ่นอาจน้อยลงตามไปด้วยหากเทียบกับค่าเงินที่อ่อนลง แต่บริษัทคาดว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนให้ส่วนแบ่งกำไรกลับมาในระดับใกล้เคียงเดิมได้

 

โบรกคาดกำไรหดตัว

 

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุถึง บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ว่าในปี 2566 กำไรจากค่า Adder จะหายไป ปัจจุบันเป็นช่วงที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยของ SPCG ที่ Adder กำลังหมดลง โดย ณ สิ้นปี 2565 มีทั้งสิ้น 9 โครงการ ที่ Adder 8 บาท หมดลงแล้ว คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 34.5เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 181 เมกะวัตต์ (19% ของกำลังการผลิต)

 

และในปี 2566 จะมี 75.8 เมกะวัตต์ (42%ของกำลังการผลิต) ที่จะทยอยหมดลงต่อเนื่อง ทำให้รายได้และกำไรจากการขายไฟฟ้าจะลดลงเนื่องจากยังไม่มีโครงการใหม่ที่มาช่วยชดเชยผลกระทบจาก Adder เข้ามาทดแทน

โดยเฉพาะโครงการใหญ่ EEC 300 เมกะวัตต์ ที่กำลังพัฒนายังคงไม่มีความคืบหน้า ทำให้ต้องปรับประมาณการกำไร 2566 -2567 ลงจากเดิม -11%, -34% จากทั้งการเลื่อนสมมติฐานการเริ่ม COD ของโรงไฟฟ้า Ukujima ในประเทศญี่ปุ่นจากไตรมาส 4/2566 เป็นครึ่งปีหลังของปี 2567 แนะนํา “Neutral” ปรับราคาลงเป็น 13.40 บาท

 

อนึ่งผลดำเนินงานบริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิปี 2565 เท่ากับ 2.32 พันล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.20 บาท ลดลงจากปีก่อนที่กำไร 2.48 พันล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.37 บาท ประกอบธุรกิจลงทุน และพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm), ธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร (Engineering, Procurement and Construction: EPC) ,ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) และให้บริการติดตั้งหลังคาเหล็ก (Metal Sheet Roofing) พร้อมบริการครบวงจร เป็นต้น

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง