"รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน" กับโอกาสเศรษฐกิจไทย

เป็นเวลากว่า 8 ปีที่โครงการนี้เดินหน้าพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง มีการส่งมอบพื้นที่เพื่อการพัฒนาโครงการไปแล้วพอสมควร แต่โครงการนี้กำลังจะไม่ได้ไปต่อ แน่นอนว่าคำถามที่ตามมาในทันทีคือ "ทำไม ?"
ย้อนกลับไปที่โครงการนี้ ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระบบรางระดับชาติตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) เพื่อเร่งรัดผลักดันเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการลงทุนหลักของประเทศ และก้าวไกลในเวทีโลก
โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านคมนาคม ที่จะเชื่อมโยงระหว่างท่าอากาศยานหลักของประเทศ คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และนำความเจริญเติบโตด้านต่างๆ เข้าสู่พื้นที่ EEC สร้าง New S-Curve ใหกับเศรษฐกิจของไทย
ที่มาที่ไปของโครงการ ศักยภาพต่าง ๆ ถูกพูดถึงกันตั้งแต่เริ่มโครงการ ว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพพื้นที่ EEC ที่ทุกคนล้วนให้ความสำคัญได้อย่างไร ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่วันนี้ EEC ที่เป็นความหวัง กำลังถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว เพราะเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบขนส่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก กำลังจะหยุดชะงักลงไป
ถ้าลองวิเคราะห์ให้เห็นศักยภาพของโครงการนี้ เริ่มที่แนวเส้นทางโครงการที่ผ่านพื้นที่ 5 จังหวัดรวม 220 กิโลเมตร ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งทั้ง 5 จังหวัดนี้มีผลิตภัณฑ์จังหวัด หรือ Gross Provincial Product at Current Market Prices : GPP สูงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย มี GPP รวมแล้วมากกว่า 10 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ
ขณะเดียวกัน ทั้ง 5 จังหวัด ยังเป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดต่อหัว สูงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดยระยองอยู่ที่เกือบ 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี, กรุงเทพมหานครอยู่ที่เกือบ 700,000 บาทต่อคนต่อปี, ชลบุรีอยู่ที่ 600,000 บาทต่อคนต่อปี, ฉะเชิงเทราอยู่ที่ 450,000 บาทต่อคนต่อปี และสมุทรปราการอยู่ที่ 320,000 บาทต่อคนต่อปี ตามรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
นี่คือมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกตามแนวรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน การเชื่อมต่อระหว่าง 5 จังหวัดจะสามารถสร้างศักยภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล EEC จะกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดพื้นที่หนึ่งของประเทศไทย ความต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI และ Data Center อาจจะมีความน่าสนใจลดลง หากโครงการนี้ถูกพับเก็บไป เหลือเพียงแค่เอกสาร มูลค่าเศรษฐกิจที่หายไปคงยากที่จะประเมินค่า
ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Institute) อดีตประธานคณะคณะกรรมการพัฒนาโลจิสติกส์เพื่อการค้าและเศรษฐกิจ อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่หนึ่ง ได้ให้ความเห็นถึงประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ
โดยใจความสำคัญคือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะเป็นการเดิมพันอนาคตประเทศไทย มากกว่าระบบราง แต่คือโครงสร้างเศรษฐกิจแห่งศตวรรษใหม่ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ควรเดินหน้าหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยจะเสียอะไร หากโครงการนี้ไม่เกิดขึ้น”
เพราะหากมองให้ลึก โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างระบบขนส่งใหม่ หากแต่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จากโครงการรถไฟ สู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ขณะเดียวกัน รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP Net Cost) ยังช่วยให้ภาครัฐสามารถใช้ศักยภาพของภาคเอกชนในการลงทุนและบริหารโครงการ ลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเมื่อครบอายุสัมปทาน ทรัพย์สินทั้งหมดจะกลับมาเป็นของภาครัฐ
สำหรับประเทศไทย EEC คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมอนาคต ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์คอมพิวติ้ง และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล้วนต้องอาศัยระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ รถไฟความเร็วสูงจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และทำให้การเดินทางระหว่างสนามบิน เมือง และนิคมอุตสาหกรรมมีความสะดวก รวดเร็ว และเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น การยกระดับการเดินทางยังช่วยให้พื้นที่ภาคตะวันออกมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต ซึ่งหากโครงการเดินหน้าตามแผน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ในหลายมิติ
ด้านเศรษฐกิจ มีการประเมินว่าโครงการสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสม พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยหลายแสนล้านบาท อีกทั้งในช่วงก่อสร้างยังช่วยสร้างการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมาก
ในมิติการพัฒนาเมือง โครงการจะช่วยสร้างทางเลือกใหม่ในการอยู่อาศัย กระจายประชากรออกจากกรุงเทพฯ และผลักดันให้สนามบินอู่ตะเภาก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ รองรับทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากรถยนต์สู่ระบบรางไฟฟ้าความเร็วสูง จะช่วยลดการใช้น้ำมัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ
หากโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่เป็นหัวใจของ EEC ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ นักลงทุนต่างชาติอาจตั้งคำถามต่อความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและความมั่นคงของสัญญาร่วมลงทุน ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงของประเทศเพิ่มขึ้น และทำให้การตัดสินใจลงทุนในอนาคตชะลอตัว ในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หากประเทศไทยเดินช้าลง ความได้เปรียบในการแข่งขันก็อาจถูกลดทอนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ โครงการสำคัญอื่น ๆ ภายใน EEC ไม่ว่าจะเป็นเมืองการบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดระยะที่ 3 รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ต่างถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับระบบรถไฟความเร็วสูง หากโครงการหลักไม่เกิดขึ้น ประสิทธิภาพของโครงการที่เหลือก็อาจลดลงตามไปด้วย
สิ่งที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจสีเขียว เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ การตัดสินใจเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจเรื่องโครงการก่อสร้างหนึ่งโครงการ แต่เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
แม้ค่าชดเชยจากข้อพิพาทจะสามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้ แต่ความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประเทศไม่สามารถประเมินค่าได้ง่าย หากประเทศไทยสามารถผลักดันโครงการนี้ให้เดินหน้าภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินก็จะไม่ใช่เพียงระบบรางสายใหม่ หากจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ และเป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
