รีเซต

น้ำท่วม กทม. ลามธุรกิจ เศรษฐกิจเสียหาย จับตาต้นทุนระยะยาว

น้ำท่วม กทม. ลามธุรกิจ เศรษฐกิจเสียหาย จับตาต้นทุนระยะยาว
TNN ช่อง16
29 กันยายน 2569 ( 11:49 )
12

 ฝนที่ตกต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัด ทำให้หลายครัวเรือนต้องรับมือน้ำท่วมอย่างไม่ทันตั้งตัว ถนนหลายสายเดินทางลำบาก ร้านค้าและโรงงานบางแห่งได้รับผลกระทบ

เมื่อน้ำท่วมเกิดขึ้นในพื้นที่เศรษฐกิจ ความเสียหายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่บ้านหรือรถยนต์ แต่ลามไปถึง การทำงาน การขนส่ง การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และต้นทุนของธุรกิจไทย

ฝนสะสมกว่า 300 มม. น้ำกว่า 223 ล้านลูกบาศก์เมตรกดดัน กทม.

กรุงเทพฯ เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน โดยผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ปริมาณฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีน้ำสะสมในพื้นที่ฝั่งพระนครประมาณ 223 ล้านลูกบาศก์เมตร คลองสายหลักหลายแห่งมีระดับน้ำสูงและบางจุดเอ่อล้น ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลา

สถานการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรุงเทพฯ ข้อมูลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 27 กันยายน ระบุว่า มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 25 จังหวัด 174,803 ครัวเรือน หรือ 545,022 คน ขณะที่กรุงเทพฯ กระทบอีกประมาณ 52,000 ครัวเรือน

บ้านหนึ่งหลังที่ถูกน้ำท่วมอาจหมายถึงคนทั้งครอบครัวต้องหยุดงาน ย้ายรถ ย้ายทรัพย์สิน หรือหาที่พักชั่วคราว และเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันเป็นวงกว้าง ผลกระทบระดับครัวเรือนก็เริ่มกลายเป็นต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ

ประเมินน้ำท่วม 4 วัน เสียหาย 25,000 ล้านบาท

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ช่วงวันที่ 24–27 กันยายน 2569 โดยใช้พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 48 จังหวัดเป็นฐานในการวิเคราะห์

กรณีกลางประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 25,345 ล้านบาทใน 4 วัน หรือเฉลี่ยกว่า 6,300 ล้านบาทต่อวัน และอาจทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ไตรมาส 3 ลดลงประมาณ 0.55% ส่วนกรณีต่ำประเมินความเสียหาย 16,897 ล้านบาท และกรณีสูง 33,794 ล้านบาท

ดังนั้น ตัวเลข “เสียหายเฉลี่ย 12,500 ล้านบาทต่อวัน” ในต้นฉบับควรปรับออก เพราะไม่ตรงกับรายละเอียดการประเมินล่าสุดที่ตรวจสอบได้

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดในกรณีกลางประมาณ 10,586 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออก 5,521 ล้านบาท และภาคกลาง 4,402 ล้านบาท โดยในกรุงเทพฯ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกถูกประเมินว่าจะได้รับผลกระทบสูง ตามด้วยธุรกิจการเงินและประกันภัย และการบริหารราชการ


น้ำท่วมกระทบรถ-บ้าน-ถนน เพิ่มต้นทุนธุรกิจ

ความเสียหายที่ประชาชนมองเห็นได้ทันทีคือทรัพย์สินภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ที่จอดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม แต่ผลกระทบอีกส่วนหนึ่งเกิดขึ้นบนระบบคมนาคม ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนของธุรกิจ

กรมทางหลวงรายงานว่า โครงข่ายทางหลวงได้รับผลกระทบใน 22 จังหวัด 85 สายทาง รวม 172 แห่ง ทำให้บางพื้นที่ต้องชะลอการเดินทาง เปลี่ยนเส้นทาง หรือปิดเส้นทางตามระดับน้ำ 

สำหรับธุรกิจ ผลกระทบจึงเกิดขึ้นหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่พนักงานเดินทางไปทำงานไม่ได้ วัตถุดิบส่งเข้าโรงงานล่าช้า สินค้าส่งถึงลูกค้าไม่ทัน ไปจนถึงร้านค้าที่ต้องลดเวลาเปิดหรือหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว

โรงงาน-ค้าปลีกเสี่ยงสะดุดทั้ง Supply Chain

ผลกระทบของน้ำท่วมต่อโรงงานไม่ได้เกิดเฉพาะเมื่อน้ำไหลเข้าโรงงานเท่านั้น เพราะแม้ตัวโรงงานจะยังปลอดภัย การผลิตก็อาจสะดุดได้หากแรงงานเดินทางไม่ได้ วัตถุดิบเข้าไม่ถึง เครื่องจักรหรือระบบไฟฟ้ามีปัญหา หรือคลังสินค้าและเส้นทางขนส่งถูกตัดขาด

ภาคธุรกิจจึงต้องกลับมาให้ความสำคัญกับ Business Continuity Plan หรือ BCP มากขึ้น ตั้งแต่การตรวจสอบวัตถุดิบและกำหนดส่งมอบ การเตรียมเส้นทางขนส่งสำรอง ผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งราย ไปจนถึงแผนดูแลพนักงานในช่วงเกิดภัยพิบัติ

เพราะในโลกธุรกิจ ความเสียหายไม่ได้วัดเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกน้ำท่วม แต่รวมถึง รายได้ที่หายไปจากการหยุดดำเนินงาน ด้วย


บทเรียนปี 2554 น้ำท่วมจุดเดียว กระทบ Supply Chain โลก

มหาอุทกภัยปี 2554 เป็นตัวอย่างสำคัญของความเสี่ยงดังกล่าว หลังนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในอยุธยาและปทุมธานีถูกน้ำท่วม โรงงานจำนวนมากต้องหยุดการผลิต และผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศไทย แต่ลามไปถึงคู่ค้าและสายการผลิตในต่างประเทศ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า ในระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน โรงงานหนึ่งแห่งหยุดผลิตอาจทำให้ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้รับผลกระทบตามไปด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาชิ้นส่วนแบบ Just-in-Time และมีซัพพลายเออร์จำกัด

สำหรับผู้ประกอบการ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าจะป้องกันน้ำเข้าอาคารอย่างไร แต่ต้องรู้ด้วยว่า จะเก็บสต็อกที่ไหน ใช้เส้นทางใดส่งสินค้า มีแหล่งวัตถุดิบสำรองหรือไม่ และมีเงินหมุนเวียนเพียงพอแค่ไหน หากต้องหยุดกิจการหลายวัน

กรุงเทพฯ เสี่ยงสูง เพราะเป็นหัวใจเศรษฐกิจประเทศ

ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อพื้นที่ได้รับผลกระทบคือกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการค้า การเงิน การบริการ การเดินทาง และสำนักงานใหญ่ของธุรกิจจำนวนมาก

ดังนั้น น้ำท่วมกรุงเทพฯ จึงแตกต่างจากน้ำท่วมพื้นที่หนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะหากถนน ระบบขนส่ง สำนักงาน และระบบโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบพร้อมกัน ต้นทุนสามารถส่งผ่านไปยังธุรกิจทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่า “น้ำสูงแค่ไหน” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “น้ำท่วมที่ไหน และนานเท่าไร”

Climate Risk กำลังกลายเป็นต้นทุนธุรกิจ

ในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ความเสี่ยงจากน้ำท่วมกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะภาคธุรกิจต้องแบกรับทั้งต้นทุนป้องกันภัย ประกันภัย ระบบสำรอง และต้นทุนจากการหยุดดำเนินงาน

สำหรับประเทศไทย การรับมือจึงต้องทำพร้อมกันทั้งสองระดับ คือ ภาครัฐต้องลงทุนให้ ถนน ระบบระบายน้ำ ไฟฟ้า การสื่อสาร และบริการจำเป็น สามารถทำงานต่อได้ในช่วงวิกฤต ขณะที่ภาคธุรกิจต้องสร้างความยืดหยุ่นให้ Supply Chain ของตัวเอง

น้ำอาจลดระดับลงภายในไม่กี่วัน แต่ต้นทุนของครัวเรือนที่บ้านและรถเสียหาย รวมถึงธุรกิจที่สูญเสียยอดขาย หยุดผลิต หรือส่งสินค้าไม่ได้ ยังต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นตัว

น้ำท่วมครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าภัยธรรมชาติระยะสั้น แต่เป็นอีกสัญญาณว่า “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ” กำลังกลายเป็นต้นทุนถาวรที่เศรษฐกิจไทยต้องเตรียมรับมือ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง