รีเซต

โจทย์ใหญ่ภาครัฐ รักษาฐาน "SME" ระบบภาษี นโยบายท้าทายโครงสร้างเศรษฐกิจ

โจทย์ใหญ่ภาครัฐ รักษาฐาน "SME" ระบบภาษี นโยบายท้าทายโครงสร้างเศรษฐกิจ
TNN ช่อง16
29 กันยายน 2569 ( 10:35 )
6

ระบบโครงสร้างภาษีถือเป็นระบบโครงสร้างที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากภาครัฐยังคงต้องพึ่งพารายได้จากการจัดเก็บภาษี แต่ความท้าทายทางนโยบายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐจะสามารถรักษาฐานของผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบภาษีได้อย่างไร

เนื่องจากกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจำเป็นที่จะต้องส่งผ่านกลไกลต่าง ๆ ที่เป็นเหมือนฟันเฟืองทางเศรษฐกิจให้สามารถขับเคลื่อนได้เต็มระบบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งแน่นอนว่าทั้งผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบภาษี เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบ แล้วทำไม SME ถึงมีความสำคัญ

ความสำคัญที่เด่นชัดที่สุดคือ บทบาทของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ที่มีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลของ SME ในประเทศไทยที่มีอยู่มากกว่า 3.28 ล้านราย และมีการจ้างงานรวมกันกว่า 13.6 ล้านคน

สะท้อนให้เห็นว่า SME ไม่ใช่เศรษฐกิจที่เล็กจนสามารถที่จะมองข้ามได้ แต่เป็นโครงสร้างรากฐานที่สำคัญยิ่งต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP และเสถียรภาพการจ้างงาน รวมถึงในมุมมองเศรษฐศาสตร์มหภาค ภาคธุรกิจในระบบถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทาน การส่งเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคม และเป็นแหล่งรายได้ภาษีที่สำคัญของรัฐบาล

แต่ปรากฏการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกลายเป็นมาตรการของภาครัฐกำลังสร้างแรงจูงใจที่ให้ผลตรงข้าม หรือ Perverse Incentive โดยเฉพาะการออกแบบนโยบายช่วยเหลือที่ใช้เกณฑ์รายได้หรือสถานะทางบัญชีแบบมีเส้นตัดตายตัว หรือ Rigid Cutoff มักก่อให้เกิดปรากฏการณ์เชิงลบที่บิดเบือนพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ

เมื่อผู้ประกอบการที่เปิดเผยรายได้จริงและจัดทำบัญชีถูกต้องตามกฎหมาย กลับเสียโอกาสในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือบางประเภท ขณะที่ธุรกิจนอกระบบที่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายได้ที่ชัดเจนสามารถเข้าถึงสิทธิได้ง่ายกว่า สภาวะดังกล่าวสร้างต้นทุนที่สูงให้กับผู้ประกอบการในระบบภาษีที่ต้องการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือ Compliance Cost ในทางกลับกันกลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดพฤติกรรมหลบเลี่ยง เช่น การทำบัญชีสองชุดเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และลดภาระภาษี

ขณะที่ต้นทุนเชิงโครงสร้างและช่องว่างทางภาษี หรือ Structural Tax Gap) ตามรายงานของธนาคารโลกประเมินว่า ประเทศไทยมีช่องว่างเชิงโครงสร้างระหว่างศักยภาพการจัดเก็บรายได้กับรายได้จริงอยู่ที่ราว 5.6% ของ GDP ด้วยขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ หรือ Informal Sector ที่มีสัดส่วนสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในระยะยาว

ซึ่งนโยบายที่ขาดความยืดหยุ่นอาจนำไปสู่ช่องว่าทางเศรษฐกิจที่กว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ภาครัฐช่วยเหลือเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ตัดสิทธิ์ ผู้ประกอบการเหนือเส้นเกณฑ์ไม่ได้รับความช่วยเหลือและเกิดความเสียเปรียบ เกิดแรงจูงใจในการซ่อนรายได้และออกนอกระบบภาษี ฐานภาษีของประเทศเล็กลง รัฐจัดเก็บรายได้ลดลง ภาระภาษีถูกผลักกลับมาตกที่กลุ่มคนในระบบเดิมจนต้องแบกรับภาษีที่สูงขึ้น

เพราะฉะนั้นแนวทางการออกแบบนโยบายภาครัฐ ควรปรับเปลี่ยนจาก Welfare สู่หลักคิด Welfare ควบคู่กับ Formalization การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดเชิงนโยบาย จากการมุ่งเน้นสวัสดิการเพียงอย่างเดียว สู่การผสานเป้าหมายการดึงดูดภาคธุรกิจให้เข้าสู่ระบบ

ภาครัฐควรออกแบบโครงสร้างการช่วยเหลือเป็น 2 ขา หรือ Two-Pillar Approach อย่างชัดเจน โดยขาที่ 1 ใช้หลักการ Social Protection มุ่งดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และคนพิการอย่างตรงเป้าหมาย

ส่วนขาที่ 2 ใช้หลักการ Formal SME Protection สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่จดทะเบียนและเสียภาษีถูกต้อง โดยใช้มาตรการสนับสนุน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การค้ำประกันสินเชื่อ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ Government Procurement

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลหลังจากนี้ในการกำหนดนโยบาย คือการเปลี่ยนมุมมองต่อ SME จากการเป็นเพียงผู้เสียภาษี สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ตามกรอบแนวคิด Business Ready ของธนาคารโลก เพื่อรักษาฐานการจ้างงานและฐานภาษีอันจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง