“รอยหยักติ่งหู” หมอ ไขข้อสงสัย สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือไม่?

“โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ”
รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์เฟซบุ๊ก "Smith Fa Srisont" เกี่ยวกับโรคเส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจตีบ
โดยระบุว่า ขอมาอธิบาย กรณีการเสียชีวิต จากโรคเส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจตีบ ในลักษณะ การเสียชีวิตแบบกะทันหันโดยธรรมชาติ ที่แพทย์นิติเวช จะพบได้จากการผ่าศพ จะขอพูดในแง่ของแพทย์นิติเวชเพื่อแพทย์และประชาชนทั่วไป จะได้เข้าใจตรงกัน
1. โรคเส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจแข็งและตีบ (coronary atherosclerosis/ coronary artery disease) ถือว่าเป็นโรคอันดับหนึ่งที่พบได้จากการเสียชีวิตแบบกะทันหันโดยธรรมชาติ
2. กลไกการเสียชีวิตเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ มีไขมันหรือหินปูนเกาะ จนเส้นเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ แล้วกล้ามเนื้อหัวใจตายจนหัวใจเต้นผิดปกติ สุดท้ายหัวใจหยุดเต้นได้ ซึ่งการอุดตันที่จะเป็นสาเหตุการตายได้ ต้องอุดตันตั้งแต่ 70-75% ขึ้นไป โดยเกิดในเส้นเลือดหลักแค่หนึ่งเส้นจากสามเส้นก็เพียงพอให้เสียชีวิตแล้ว
3. ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้แก่ อายุมาก เพศชาย พันธุกรรม โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด หรืออื่นๆ อันนี้ต้องแจ้งเพราะมักจะมีญาติมาถามแพทย์นิติเวชว่าทำไมถึงเป็นโรคนี้
4. ในกรณีเสียชีวิตกระทันหัน ผู้ตายอาจจะมีภาวะนี้เป็นครั้งแรกจนเสียชีวิตเลย บางครั้งประวัติจึงอาจพบว่า ก่อนเสียชีวิตผู้ตายแข็งแรงดีและไม่มีโรคประจำตัวใดๆ หรือถึงพบแพทย์ประจำแต่ก็อาจตรวจไม่เจออะไร เพราะกล้ามเนื้อหัวใจยังปกติ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไปก็ไม่พบอะไรได้
5. สาเหตุการเสียชีวิตนี้ ถึงแม้ส่วนใหญ่จะพบในคนอายุมาก แต่ก็พบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ที่ผมเคยพบในไทย คืออายุ 24 ปี แต่น่าจะสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดสูงที่เป็นผลจากพันธุกรรม ดังนั้นหากมีคนในครอบครัวเสียชีวิตด้วยโรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ต่ำกว่า 40-45 ปี ควรต้องพบแพทย์เพื่อตรวจว่า เป็นโรคไขมันในเลือดสูงด้วยหรือไม่
(ขอเพิ่มเติมหน่อย เคสอายุ 24 ปี ผมเจอก่อนจะมีโรคโควิดนะครับ ดังนั้นไม่มีทางเกี่ยวกับวัคซีนโควิดแน่นอน)
6. โรคนี้ไม่ใช่ภาวะใหลตาย เพราะภาวะใหลตาย คือการผ่าศพแล้วไม่พบสาเหตุการตายใดๆ ซึ่งเราสันนิษฐานกันว่าภาวะใหลตายเกิดจากการที่หัวใจเต้นผิดจังหวะเองจนเสียชีวิต ทำให้ตรวจศพไม่พบสาเหตุการตายใดๆ
รอยหยักบริเวณติ่งหู
7. มีลักษณะทางร่างกายที่สัมพันธ์กับโรคนี้ คือ รอยหยักบริเวณติ่งหู (earlobe crease / Frank’s sign) ตามรูป แต่บอกไว้ก่อนว่า มันไม่ได้สัมพันธ์แบบเจอแล้วต้องเป็นโรคนี้ 100% หรือถ้าไม่มีจะไม่เป็นโรคนี้ รวมทั้งลักษณะแบบนี้อาจเจอในคนสูงอายุที่ไม่ได้ป่วยเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบได้ ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเจอรอยหยักติ่งหูในคนอายุยังไม่มาก ต่ำกว่า 60 ปี ควรปรึกษาแพทย์ว่า สงสัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ ขอตรวจเพิ่มเติม
ทั้งนี้มีงานวิจัยอันหนึ่งไม่นานนี้ ในระดับ meta-analysis ที่บอกว่าเกี่ยวกัน https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34924071/ หรืองานวิจัยอีกอันหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน วารสาร Nature ถึงความเกี่ยวข้องกัน https://www.nature.com/articles/s41598-025-06464-1.pdf
ภาพจาก Smith Fa Srisont
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
ทราบได้อย่างไรว่าร่างกายของเราอาจกำลังประสบปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ? หลอดเลือดหัวใจตีบมักไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า โดยจะมีอาการของโรคเมื่อเข้าสู่ระยะรุนแรง ดังนี้
-ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก คล้ายมีของหนักทับที่หน้าอก อาจปวดร้าวจากหน้าอกขึ้นคางหรือปวดร้าวไปบริเวณแขนซ้าย
-รู้สึกเหนื่อยง่ายโดยเฉพาะตอนที่ต้องออกแรง เช่น ยกของ ถือของหนัก ๆ หรือออกกำลังกายเบา ๆ
-ระดับความดันเลือดต่ำลงเฉียบพลัน
-ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีเหงื่อออกมาก
-ในระยะรุนแรงที่สุดอาจทำให้มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ส่งผลให้ผู้ป่วยหมดสติหรือหัวใจหยุดเต้น
ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดหัวใจหนาตัวขึ้นเนื่องจากเกิดการสะสมของสารต่าง ๆ และคราบไขมัน (Plaque) ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบแคบลง
การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดน้อยลงและอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ โดยสามารถแบ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
-อายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจเกิดการเสื่อมสภาพและแคบเล็กลง ซึ่งผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมักพบได้มากในกลุ่มวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ
-เพศ จากข้อมูลพบว่าเพศชายมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้มากกว่าเพศหญิงที่อยู่ในช่วงวัยก่อนหมดประจำเดือน
-พันธุกรรม หากมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดโรคได้
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจากปัจจัยที่ควบคุมได้ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตไม่เหมาะสม ดังนี้
-การสูบบุหรี่ สารพิษจำนวนมากกว่า 4,000 ชนิด ที่พบในบุหรี่มีส่วนทำให้เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสื่อมตัวก่อนวัยอันควรและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้มากถึง 2-4 เท่า
-มีไขมันในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง ที่เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินจำเป็น ทำให้มีปริมาณไขมันสะสมเพิ่มขึ้น
-ภาวะความดันเลือดสูง เมื่อมีค่าความดันเลือดมากกว่า 140/90 mmHg เป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้หัวใจทำงานหนัก และกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
-โรคอ้วนหรือน้ำหนักตัวเกิน มีอาการอ้วนลงพุง
-โรคเบาหวาน ที่เกิดจากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงชนิดเรื้อรังส่งผลให้เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดหัวใจเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว
-ความเครียดสะสม การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
