TNN Debate ฟังให้ครบ แล้วถามตัวเองว่า จะฝากประเทศกับใคร?

เวที TNN Debate ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและผู้แทนพรรคการเมืองจากหลากหลายแนวคิด ได้นำเสนอนโยบายอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงปัญหาเชิงโครงสร้างกับทางออกเชิงนโยบาย ก่อนการตัดสินใจของประชาชนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ฝั่งพรรคไทยสร้างไทย รองศาสตราจารย์ โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ วางกรอบการพัฒนาประเทศผ่าน “แพลตฟอร์ม” ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและการศึกษาเป็นฐาน โดยชี้ว่าการศึกษาไทยต้องปรับให้ทันโลก พร้อมยกตัวอย่างเชิงรูปธรรมว่า
“การศึกษาสมัยหนึ่งเราลดเวลาเรียนจาก 22 ปี จบปริญญาตรี เหลือ 18 ปี เด็กเข้าประถม 5 ขวบก็ได้ปฐมนิเทศ”
จากนั้นเชื่อมโยงไปถึงการเปลี่ยนระบบวัดผลที่ไม่แบ่งคนเก่ง–ไม่เก่ง และการปราบคอร์รัปชันผ่านกลไกใหม่อย่าง ป.ป.ช.ภาคประชาชน พร้อมตั้งคำถามต่อสังคมว่า
“ภาคประชาชนซึ่งมาจากประชาชน มาจากตัวแทนวิชาชีพ จะปราบคอร์รัปชันได้ไหม”
ด้านพรรคภูมิใจไทย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแม่ทัพหาเสียงกรุงเทพมหานคร เชื่อมโยงภาพอดีตกับปัจจุบันของประเทศ เพื่อสะท้อนความจำเป็นในการฟื้นศรัทธา โดยกล่าวว่า
“เราเคยภูมิใจว่าไทยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้ความเชื่อมั่นเหล่านั้นหายไปไหน”
ก่อนย้ำจุดยืนว่าพรรคเสนอสิ่งที่ “พูดแล้วทำ” และผูกประเด็นเศรษฐกิจเข้ากับความมั่นคงชายแดนว่า
“วันนี้ไทยชนะแล้ว เราสามารถสถาปนาความมั่นคง คืนความเชื่อมั่นให้ประชาชน”
พรรคกล้าธรรม โดย นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค เลือกเล่าจากประสบการณ์การบริหารที่ได้สัมผัสปัญหาจริงของประชาชนฐานราก โดยระบุว่า
“พี่น้องประชาชนฐานรากของประเทศไทยเป็นคนที่ลำบาก โดยเฉพาะพี่น้องชายขอบ”
พร้อมยกผลลัพธ์เชิงรูปธรรมด้านเกษตรว่า
“ปีที่แล้วขายข้าวได้ 7 บาท วันนี้ขึ้นไปถึง 16 บาท”
และตอกย้ำอัตลักษณ์พรรคว่า
“เราทำมากกว่าพูด”
มุมของพรรคประชาธิปัตย์ การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 สะท้อนแรงผลักดันส่วนตัวในการเข้าสู่การเมืองว่า
“เราไม่อยากจะทนอีกต่อไป”
ก่อนขยายไปสู่ภาพรัฐในอุดมคติที่ต้องเอื้อให้ประชาชนเดินหน้าได้ โดยย้ำว่า
“รัฐที่ดีต้องเป็นรัฐที่ฉลาด ชี้ทางไปสู่อนาคต และไม่ขวางทางการทำมาหากิน”
พร้อมตอกย้ำแนวคิดแก้จนด้วยสโลแกน
“ใครหายจนด้วยคนทำเป็น”
พรรครวมไทยสร้างชาติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี วางน้ำหนักไปที่ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะความมั่นคงและค่าครองชีพ พร้อมกล่าวอย่างชัดเจนว่า
“ปัญหาไทย–กัมพูชาต้องจบ คนชั่วต้องถูกพิฆาต คนดีต้องมีที่ยืน”
ก่อนเชื่อมโยงสู่มาตรการเศรษฐกิจปากท้องว่า
“น้ำมันต้องเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟไม่เกิน 3 บาท”
ด้านพรรคเศรษฐกิจ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ ชี้ภาพวิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่าหนี้รวมสูงถึง 55 ล้านล้านบาท พร้อมเสนอการใช้ “ยาแรง” ผ่านโครงการขนาดใหญ่ และกล่าวว่า
“ถ้าโครงการสำเร็จ GDP จะโตขึ้น 3 เท่า”
ควบคู่จุดยืนปราบคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาดว่า
“คอร์รัปชันทั้งผู้ให้ ผู้รับ และข้าราชการผิด ม.157 ต้องโทษประหารชีวิต”
ฝั่งพรรคเพื่อไทย ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค นำเสนอนโยบายเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ระบบขนส่งไปจนถึงที่อยู่อาศัย โดยระบุว่า
“รถไฟฟ้าจะกลายเป็น 20 บาทตลอดสาย”
พร้อมเชื่อมโยงไปสู่การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มว่า
“ต้องมีหลักประกัน มีประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิต”
พรรคประชาชน โดย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย วางกรอบคิดเชิงระบบว่าการเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มที่รัฐ พร้อมกล่าวว่า
“หัวใจของการเปลี่ยนประเทศ ต้องเริ่มจากการปฏิรูปภาครัฐ”
และอธิบายแนวคิด
“Clean and Lean Government รัฐทันสมัย ฉับไว ไร้โกง”
พร้อมย้ำว่า
“ไม่ใช่แค่เพิ่มโทษ แต่ต้องสร้างระบบที่ใครก็โกงไม่ได้”
ด้านพรรครักชาติ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค ชี้ว่า การเมืองที่ขาดความเข้าใจเรื่องกองทัพและความมั่นคง อาจนำประเทศไปสู่ความเสี่ยงทั้งในเชิงอธิปไตยและเสถียรภาพ พร้อมสะท้อนความรู้สึกที่ได้ยินจากประชาชนในพื้นที่ว่า ยังไม่มั่นใจพรรคที่ “พูดมากกว่าทำ” และตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของนโยบายบางเรื่องที่ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยกล่าวชวนคิดว่า
“ท่านจะไว้ใจพรรคที่ยังไม่รู้ว่าทหารมีไว้ทำไมจริงหรือไม่”
ปิดท้ายเวทีด้วยพรรคไทยก้าวใหม่ ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรค ที่สรุปภาพรวมเวทีอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า
“นโยบายทุกพรรคดีหมด แต่ประเทศต้องเปลี่ยนด้วยการศึกษา เทคโนโลยี และวิศวกรรม”
พร้อมย้ำจุดยืนว่า
“ประเทศไทยต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีความรู้จริง”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
