“สหรัฐฯ” ซ้อนแผนใช้ “เวเนซุเอลา” สู่มหาอำนาจพลังงานโลก

เริ่มศักราชใหม่ได้ไม่กี่วัน อุณหภูมิของภูมิรัฐศาสตร์โลกก็ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ภายหลังสหรัฐอเมริกาใช้ปฏิบัติการในการบุกเข้าจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดี ของเวเนซุเอลา ถึงกลางกรุงการากัส ชนิดที่ “เซอร์ไพรส์” สายตาประชาคมโลกพอสมควร แล้วสหรัฐฯคิดอะไรอยู่ หรือต้องการอะไรจากการเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา
ภายหลังปฏิบัติการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ สั่งการเข้าแทรกแซงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยให้เหตุผลว่าเวเนซุเอลานั้นอยู่เบื้องหลัง และให้การสนับสนุนกระบวนการค้ายาเสพติดที่เชื่อมโยงกับโคลอมเบียมายังสหรัฐอเมริกา ซึ่งนักวิเคราะห์ทั้งทางด้านความมั่นคง และการต่างประเทศหลายคนต่างให้ความเห็นในทิศทางที่ใกล้เคียงกันว่าเป็นเพียง “ฉากบังหน้า” เท่านั้น
เพราะเมื่อย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับเวเนซุเอลาในช่วงหลายทศวรรษทที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ “ทั้งรักทั้งชัง” จากสิ่งที่เป็นปัญหามายาวนาน นั่นก็คือ “น้ำมันดิบ” เพราะในอดีต สหรัฐฯถือว่าเป็นชาติที่มีความใกล้ชิด และได้สัมปทานในการขุดเจาะ และผลิตน้ำมันดิบในเวเนซุเอลา ผ่านบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ
ก่อนที่เวเนซุเอลาจะล้มกระดานด้วยการเข้าแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันในประเทศทั้งหมด โดยการห้ามการขายสัมปทานเพิ่มเติม และโอนสัมปทานที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการกลับมาเป็นของรัฐ รวมถึงกำหนดกรอบเวลาสำหรับการเวนคืนกิจการที่กำลังดำเนินการอยู่ ในช่วงตั้งแต่ปี 1971 เป็นต้นมา แน่นอนว่าได้สร้างความไม่พอใจต่อสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก
และถึงแม้ว่าในช่วงปี 1995 รัฐบาลเวเนซุเอลาจะอนุญาตให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในการสำรวจ และผลิตน้ำมันอีกครั้ง แต่ก็เกิดการล้มกระดานครั้งใหญ่อีกครั้งหลังการเข้ารับตำแหน่งของ “ฮูโก ชาเวซ” ที่ได้รับเลือกตั้งและสิ่งที่เค้าทำเป็นอย่างแรกคือการเข้าแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันจากรัฐบาลอีกครั้ง และยังได้หันหลังให้กับสหรัฐฯอย่างชัดเจน ด้วยการสานสัมพันธ์กับประเทศขั้วตรงข้ามกับสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นจีน คิวบา และบราซิล โดยมีเงื่อนไขหลัก ๆ ว่าด้วยเรื่องของน้ำมันดิบ
จากความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมาอาจจะทำให้เกือบทุกสายตาทั่วโลกจับจ้องไปที่ “ขุมทรัพย์ใต้ดิน” อย่างน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา ที่มีอยู่อย่างมหาศาล และได้รับการตรวจสอบ ยอมรับว่ามีน้ำมันดิบสำรองมากกว่า 300,000 ล้านบาเรล ซึ่งมากที่สุดในโลก เป็นสาเหตุทที่สหรัฐฯต้องการที่จะเข้าไปแทรกแซง จนถึงขั้นควบคุมกิจการภายในของเวเนซุเอลา เพราะต้องการน้ำมัน
ซึ่งแนวคิดนี้ก็ดูว่าจะมีความเป็นไปได้ แต่เบื้องหลังจริง ๆ แล้วกลับมีวาระที่ซ่อนเร้นอยู่ จริงอยู่ที่การเข้าแทรกแซงรัฐบาลเวเนซุเอลานั้น จะทำให้สหรัฐฯได้ประโยชน์โดยตรงจากการที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯจะได้มีโอกาสเข้าไปดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาอีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะ และผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ค่อนข้างล้าสมัย และขาดการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม การเข้าไปฟื้นฟูกระบวนการผลิตทั้งหมด จำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก และระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดผลลัพธ์ได้ในเร็ววัน
แล้วสหรัฐฯต้องการควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลาไปทำไม คำตอบไม่ได้อยู่ในประเทศเวเนซุเอลา แต่กลับอยู่ที่ปลายทางของน้ำมันที่ถูกส่งออกจากเวเนซุเอลาต่างหาก และปลายทางที่ว่านั้นก็คือ “จีน” ต้องไม่ลืมว่า ถึงแม้เวเนซุเอลาจะกลายเป็นประเทศที่ถูกลืมจากการเป็นผู้ผลิต และส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกหลังจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศพังไม่เป็นท่า เงินเฟ้อมหาศาล ที่มาพร้อมกับหนี้ก้อนมหึมา ตามมาด้วยการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ
แต่เวเนซุเอลาก็ยังคงสามารถผลิต และส่งออกน้ำมันได้กว่า 800,000 บาเรลต่อวัน ถึงแม้ว่าจะลดลงมาจากระดับ 3 ล้านบาเรลต่อวันเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งเกือบทั้งหมดนั้นถูกส่งไปยังประเทศจีน แน่นอนว่าจีนเองก็ส่งข้อความอย่างชัดเจนต่อปฏิบัติการในครั้งนี้ ด้วยการเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความปลอดภัยส่วนบุคคลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยา และปล่อยตัวพวกเขาทันที รวมถึงหยุดการโค่นล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา
ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านธนาคารเพื่อการลงทุนประเมินว่า จีนจะเป็นผู้ที่สูญเสียประโยชน์มากที่สุดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะจีนได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนัก และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในรูปของน้ำมันเชื้อเพลิงราคาถูก ้ซึ่งมีรายงานว่าน้ำมันดิบที่ส่งไปยังจีนขายได้ในราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่าง Brent ถึง 14 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นส่วนต่างมหาศาล สร้างแต้มต่อทางพลังงานให้กับจีนโดยตรง
เพราะฉะนั้นปฏิบัติการของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่คุกคามอุปทานราคาถูกของจีน แต่ยังเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ ก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำด้านพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศสามารถแข่งขันกับจีนในด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต นั่นคือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ฟังดูแล้วอาจจะเชื่อมโยงกันได้ยาก แต่เชื่อมโยงกันได้จริง ๆ
เพราะถ้าเรามองย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จีนได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางอุตสาหกรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ส่วนหนึ่งโดยการขยายกำลังการผลิตพลังงานอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2024 ประเทศจีนลงทุนในด้านพลังงานถึง 4.4% ของ GDP เมื่อเทียบกับ 2% ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันจีนใช้พลังงานมากกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างมาก และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า การไล่ตามจีนให้ทันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสหรัฐอเมริกากำลังพยายามรักษาความเป็นผู้นำในด้าน AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีนี้ต้องพึ่งพาศูนย์ข้อมูลที่ใช้พลังงานสูง
ซึ่ง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ได้ใช้ภัยคุกคามจากจีนเป็นประเด็นสำคัญในการกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯกำหนดเป้าหมายด้านพลังงานระดับชาติ เพราะในปี 2024 จีนได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่สูงถึง 429 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสามของโครงข่ายไฟฟ้าทั้งหมดของสหรัฐฯ และมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ส่วนสหรัฐฯ ทำได้เพียง 51 กิกะวัตต์ หรือ 12% เท่านั้น
โดยสหรัฐฯต้องการที่จะพลิกฟื้น และนำพาให้เวเนซุเอลากลับมาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกอีกครั้ง ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯผ่านบริษัทพลังงานรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ExxonMobil และ Chevron ซึ่งสหรัฐฯจะได้ประโยชน์จากน้ำมันโดยตรง และเมื่อสามารถควบคุมอุตสาหกรรมในเวเนซุเอลาได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ไม่ต่างจากการเข้าควบคุมประเทศได้ทั้งหมด สามารถกำหนดทิศทางได้ว่าน้ำมันทุกหยดที่ออกจากเวเนซุเอลาจะถูกส่งไปที่ไหน ในราคาเท่าไหร่ และด้วยเหตุผลอะไร
และที่สำคัญที่สุดเมื่อสหรัฐฯได้ครอบครองแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา สหรัฐฯจะกลายเป็นผู้ควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ซึ่งแน่นอนว่าผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าสหรัฐฯพยายามที่จะผลิตน้ำมันกว่าครึ่งโลกนี้ออกมาอย่างมหาศาล นั่นก็คือราคาน้ำมันที่จะลดต่ำลงอย่างรุนแรง ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะลดลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล กลายเป็นภาระหนักอึ้งให้กับผู้กุมอำนาจการผลิตรายใหญ่ในปัจจุบันอย่าง “โอเปก”
และถึงแม้ว่าการเข้าไปฟื้นฟู และเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาจะต้องใช้เงินทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจใช้เวลายาวนานนับ 10 ปี แต่สหรัฐฯก็ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯต้องการบทบาทที่สำคัญนี้ในเวทีโลก พ่วงด้วยความชอบธรรมว่า การเข้าไปควบคุมอุตสาหกรรมในเวเนซุเอลาไม่ใช่การรุกราน แต่กลับเป็นการสร้างเสถียรภาพให้กับคุณภาพชีวิต และการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทิ้งร้างมาอย่างยาวนานในเวเนซุเอลาอีกด้วย
หลังจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปทำอะไรบ้างกับอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา และถ้าทุกอย่างเดินหน้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สหรัฐฯจะเพิ่มอำนาจในมือของตัวเองได้แค่ไหน เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่มูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น แต่มันคือการแสดงออกให้ทั้งโลกเห็นว่า สหรัฐอเมริกาคือมหาอำนาจตัวจริง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
