“ไข่มุกกำพร้า” แห่งอ่าวเปอร์เซีย เปิดโลกเกาะคาร์ก ศูนย์กลางอาณาจักรน้ำมันของอิหร่าน

◾️◾️◾️
🔴 ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่าน
เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือบูเชฮร์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 55 กิโลเมตร และห่างจากแผ่นดินใหญ่อิหร่านประมาณ 28 กิโลเมตร แม้จะมีความยาวเพียง 8 กิโลเมตร และกว้างราว 4-5 กิโลเมตร แต่เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้กลับเป็น “กระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของประเทศ”
เกาะแห่งนี้ แปรรูปและส่งออกน้ำมันถึง 90% ของทั้งประเทศ มีการขนถ่ายน้ำมันราว 950 ล้านบาร์เรลต่อปี รองรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดมหึมาที่มุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน
น้ำมันจากแหล่งนอกชายฝั่งหลักสามแห่ง ได้แก่ อาบูซาห์ (Aboozar) ฟอรูซาน (Forouzan) และดูรูด (Dorood) จะถูกส่งผ่านเครือข่ายท่อใต้ทะเลเข้าสู่เกาะ ก่อนผ่านกระบวนการแปรรูป จัดเก็บ และส่งออกไปยังตลาดโลก
แม้ต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศมานานหลายปี แต่อิหร่านยังคงขยายโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะอย่างต่อเนื่อง
รายงานของ S&P Global Commodity Insights ระบุว่าในปี 2025 อิหร่านได้เพิ่มความจุคลังเก็บน้ำมันบนเกาะอีก 2 ล้านบาร์เรล
ในอดีตท่าเทียบเรือของเกาะเคยมีศักยภาพขนถ่ายน้ำมันได้สูงสุดถึง 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ปัจจุบันการส่งออกของประเทศจะอยู่ราว 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
◾️◾️◾️
🔴 เกาะที่เคยถูกแย่งชิงโดยประเทศมหาอำนาจ
ความสำคัญทางทะเลของเกาะคาร์กทำให้มันเป็นเป้าหมายของมหาอำนาจมานานก่อนจะค้นพบน้ำมันในยุคอาณานิคมโปรตุเกสเข้ายึดครองเกาะ ต่อมาบริษัท Dutch East India Company สร้างป้อมปราการบนเกาะในปี 1753 แต่การครอบครองของดัตช์จบลงในปี 1766 เมื่อผู้ปกครองท้องถิ่นโจมตีและขับไล่พวกเขาออกไป
ในศตวรรษที่ 20 พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งปกครองอิหร่านระหว่างปี 1925-1941 ได้เปลี่ยนเกาะแห่งนี้ให้กลายเป็นสถานที่เนรเทศนักโทษการเมือง
จนกระทั่งปี 1958 เกาะคาร์กจึงเริ่มถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ และในปี 1960 น้ำมันล็อตแรกจากท่าเรือน้ำลึกของเกาะก็ถูกส่งออกสู่ตลาดโลก
◾️◾️◾️
🔴 มรดกอารยธรรมที่ซ่อนอยู่ใต้เงาอุตสาหกรรม
แม้จะเป็นศูนย์กลางพลังงานสมัยใหม่ เกาะคาร์กยังมีมรดกทางโบราณคดีที่ลึกซึ้ง หลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ย้อนกลับไปถึงช่วงปลายสหัสวรรษที่สองก่อนคริสตกาล ครอบคลุมยุคเอลาไมต์ อะคีเมนิด ซัสซานิด
สถานที่สำคัญบนเกาะ ได้แก่ ศาลเจ้า Mir Mohammad สร้างในศตวรรษที่ 13, ศาลเจ้า Mir Aram ที่มีหินจารึกสูง 12 เมตร, สุสานโบราณที่รวมหลุมศพของชาว โซโรอัสเตอร์, คริสต์ และยุคซัสซานิด
หนึ่งในโบราณวัตถุสำคัญ คือ จารึกยุคอะคีเมนิดบนหินปะการัง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักฐานโบราณที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงชื่อ “อ่าวเปอร์เซีย”
◾️◾️◾️
🔴 จากสนามรบสู่ศูนย์พลังงานโลก
เกาะคาร์กยังเป็นเป้าหมายสำคัญในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ทศวรรษ 1980 ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนัก ก่อนที่รัฐบาลอิหร่านจะบูรณะขึ้นใหม่
ล่าสุด เกาะแห่งนี้กลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่ากองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารบนเกาะ แต่ยกเว้นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน โดยเตือนว่า หากมีการขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การตัดสินใจดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้
ขณะที่โฆษกของกองบัญชาการกลางของกลุ่มคาทาม อัล-อันบิยา ได้เผยแพร่แถลงการณ์ที่ดูเหมือนจะตอบโต้คำกล่าวอ้างของทรัมป์เกี่ยวกับการโจมตีเกาะคาร์กของสหรัฐฯ ตามรายงานของสื่ออิหร่าน โฆษกกล่าวว่า “หากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่านถูกโจมตี โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานทั้งหมดของบริษัทน้ำมันทั่วภูมิภาคที่มีหุ้นในอเมริกา หรือร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาจะถูกทำลายและกลายเป็นกองเถ้าถ่าน”
◾️◾️◾️
🔴 ไข่มุกกำพร้าที่ผูกพันกับประวัติศาสตร์
เกาะคาร์กยังคงถูกควบคุมทางทหารอย่างเข้มงวด ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงทำให้ระบบนิเวศของเกาะให้ยังคงบริสุทธิ์
ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันยักษ์แล่นออกจากท่า นำ “เลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ” ของประเทศที่ถูกคว่ำบาตรไปสู่ตลาดโลก
สุสานโบราณของชาวโซโรอัสเตอร์และคริสเตียนยังคงเฝ้ามองเงียบ ๆ จากชายฝั่งปะการัง
ราวกับเตือนว่าแม้จักรวรรดิและสงครามพลังงานจะเกิดขึ้นและดับไป แต่ “ไข่มุกกำพร้าแห่งอ่าวเปอร์เซีย” ยังคงผูกพันอยู่กับกระแสประวัติศาสตร์อันผันผวนของภูมิภาคนี้ตลอดไป
◾️◾️◾️
🔴 นักวิเคราะห์ชี้ ซ้ำเติมความกังวลราคาน้ำมันโลก
การโจมตีเกาะคาร์กกำลังเพิ่มความวิตกกังวลต่อราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงอยู่แล้ว จากความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง
Ed Hirs นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานและอาจารย์จาก University of Houston ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของอิหร่านในการส่งออกน้ำมัน แม้จะมีการระบุว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง
เขาเสริมว่า หากความเสียหายครั้งนี้ทำให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามปกติ และในขณะเดียวกันประเทศผู้ผลิตรายอื่นอย่างอิรักและคูเวตยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้เต็มที่ ขณะที่สงครามยืดเยื้อเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือน ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไป สถานการณ์นี้จะกระทบหนักต่อเศรษฐกิจในเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจำนวนมหาศาล
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
