จับตา “วิกฤตปุ๋ยโลก” สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงลามถึงอาหาร ไทยเตรียมรับแรงกระแทก

ไฟสงครามลาม “ปุ๋ยโลก” ? ความเสี่ยงใหม่ที่อาจกระทบเกษตรและอาหารทั้งระบบ
สงครามตะวันออกกลางอาจไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กำลังส่งสัญญาณเสี่ยงต่อ “ปุ๋ยเคมีโลก” วัตถุดิบสำคัญของการผลิตอาหาร หากการส่งออกสะดุด ราคาปุ๋ยและอาหารอาจเผชิญแรงกดดันระลอกใหม่
สงครามในตะวันออกกลางไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมเฉพาะตลาดพลังงานเท่านั้น แต่กำลังเริ่มส่งสัญญาณความเสี่ยงไปยังอีกหนึ่งภาคส่วนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง นั่นคือ ตลาดปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบการผลิตอาหารทั่วโลก
แม้หลายคนจะนึกถึงตะวันออกกลางในฐานะแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภูมิภาคนี้ยังเป็น ศูนย์กลางการผลิตวัตถุดิบปุ๋ยรายสำคัญของโลก อีกด้วย โดยเฉพาะประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน ซึ่งมีโรงงานผลิตแอมโมเนียและยูเรียขนาดใหญ่จำนวนมาก
ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียและแอมโมเนียมีความสำคัญต่อการเกษตรอย่างยิ่ง เพราะเป็นปุ๋ยหลักที่ใช้ในการเพาะปลูกพืชอาหารสำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวสาลี หรือข้าวโพด ขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตปุ๋ยเหล่านี้ต้องพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งตะวันออกกลางก็เป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ของโลกเช่นกัน
นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ CRU Group ระบุว่า ปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางคิดเป็น ประมาณหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยยูเรียทางทะเลทั่วโลก ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสมดุลของตลาดปุ๋ยโลก
ดังนั้น หากเกิดความเสี่ยงต่อการผลิตหรือการขนส่งในภูมิภาคนี้ ตลาดปุ๋ยทั่วโลกก็มีโอกาสได้รับผลกระทบทันที
สัญญาณความกังวลดังกล่าวเริ่มปรากฏขึ้นแล้วในตลาดโลก รายงานของสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงรอยเตอร์ ระบุว่า ความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค กำลังสร้างความเสี่ยงต่อการส่งออกปุ๋ยจากตะวันออกกลางไปยังเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูกาลเพาะปลูก
เอเชียถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนจำนวนมหาศาล เนื่องจากเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารหลักของโลก ดังนั้น หากการส่งออกปุ๋ยสะดุด แม้เพียงช่วงสั้น ๆ ก็อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดเกษตรทั่วภูมิภาคได้ทันที
นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านสินค้าเกษตร StoneX ให้ความเห็นกับรอยเตอร์ว่า ตลาดปุ๋ยไนโตรเจนทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดก็อยู่ในภาวะตึงตัวอยู่แล้วจากต้นทุนพลังงานที่สูง
เมื่อความเสี่ยงด้านการขนส่งจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น จึงยิ่งทำให้ตลาดได้รับแรงกระแทกมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า ตลาดไนโตรเจนกำลังถูกกระแทกอย่างหนักในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมที่สุดของฤดูกาลเพาะปลูก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงให้กับตลาดปุ๋ยโลก คือ เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย
ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เพราะมีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละวัน โดยคิดเป็น มากกว่าหนึ่งในห้าของการขนส่งน้ำมันโลก
นอกจากพลังงานแล้ว สินค้าประเภทปุ๋ยและวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยจำนวนมากก็ต้องอาศัยเส้นทางนี้ในการขนส่งไปยังตลาดโลกเช่นกัน
เมื่อความตึงเครียดทางทหารในภูมิภาคเพิ่มขึ้น บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยทางทะเลจึงเริ่มเพิ่ม ค่าเบี้ยประกันภัยสงครามสำหรับเรือสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มสูงขึ้นทันที
ในบางกรณี บริษัทเดินเรือบางแห่งเริ่มชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งยาวนานขึ้น และอาจทำให้ปริมาณสินค้าที่ส่งออกลดลงชั่วคราว
รายงานของบริษัทข้อมูลพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ S&P Global ระบุว่า ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียกำลังทำให้ผู้ค้าสินค้าเกษตรและปุ๋ยจำนวนมากต้องปรับแผนการขนส่งสินค้า ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกปุ๋ยจากภูมิภาคลดลงในระยะสั้น
ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนให้เห็นในตลาดแล้ว นักวิเคราะห์ของ CRU Group ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดบางแห่งเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น
โดยเฉพาะในตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้าปุ๋ยระดับโลก ความกังวลด้านอุปทานเริ่มทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนการผลิตปุ๋ย เนื่องจากการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก
เมื่อราคาก๊าซเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตปุ๋ยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
รายงานตลาดพลังงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายตัว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อ ราคาปุ๋ยโลกอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อราคาสินค้าอาหารทั่วโลก
เมื่อมองจากภาพใหญ่ของโลก ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมมากแค่ไหน หากตลาดปุ๋ยโลกต้องเผชิญความผันผวนรอบใหม่
ในประเด็นนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ออกมาชี้แจงว่า ปัจจุบัน สต็อกปุ๋ยเคมีในประเทศยังคงมีเพียงพอสำหรับการใช้งานทางการเกษตร และยืนยันว่าปุ๋ยที่จำหน่ายอยู่ในตลาดยังเป็นสต็อกเดิม จึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคา
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปุ๋ยเคมีเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ทำให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์สต็อกและโครงสร้างราคาได้อย่างใกล้ชิด
ผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายต้องรายงานปริมาณการนำเข้าและปริมาณสต็อกต่อภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกักตุนหรือการปรับราคาที่ไม่เหมาะสม
ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมกราคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีสต็อกปุ๋ยเคมีประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800,000 ตันต่อเดือน ซึ่งถือว่ายังมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศในช่วงเวลานี้
ในส่วนของปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีสต็อกประมาณ 320,000 ตัน หรือราว 6.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่า 2 เดือน
นอกจากนี้ ยังมีการนำเข้าปุ๋ยยูเรียเพิ่มเติมจากซาอุดีอาระเบียอีกประมาณ 100,000 ตัน ทำให้ปริมาณปุ๋ยยูเรียรวมในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8.5 ล้านกระสอบ
กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าปริมาณดังกล่าวจะเพียงพอต่อการใช้งานไปได้จนถึงประมาณเดือนสิงหาคม
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในระยะสั้นยังไม่ใช่ปัญหา แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ หากสงครามยืดเยื้อหลายเดือน ตลาดปุ๋ยโลกอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น และเมื่อประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยล็อตใหม่ ต้นทุนก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นทันที
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือผลกระทบต่อระบบอาหารโลก หากปุ๋ยมีไม่เพียงพอหรือมีราคาสูงขึ้นมาก เกษตรกรในหลายประเทศอาจลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง
เมื่อผลผลิตลดลง ราคาสินค้าอาหารก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด
โดยทั่วไปแล้ว ปุ๋ยคิดเป็นต้นทุนประมาณ 20–25% ของการผลิตพืชไร่ในหลายประเทศ ดังนั้น หากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนดังกล่าวก็มีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าอาหารในที่สุด
สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้โลกต้องเผชิญแรงกดดันด้าน เงินเฟ้ออาหาร อีกระลอกหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้ “วิกฤตปุ๋ยโลก” กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่หลายประเทศเริ่มจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากอุปทานปุ๋ยสะดุด ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคเกษตรเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงระบบอาหาร เศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน
สำหรับประเทศไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเป็นหลัก ความผันผวนของตลาดโลกจึงเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ดังนั้น สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด เพราะหากความตึงเครียดยืดเยื้อ ผลกระทบอาจค่อย ๆ ลามจากพลังงาน ไปสู่ปุ๋ย จากปุ๋ยไปสู่การเกษตร และสุดท้ายอาจมาถึง ราคาของอาหารบนโต๊ะของทุกคน ในท้ายที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
