ทุนสีเทาในสวรรค์ท่องเที่ยว เมื่อ “นอมินีต่างชาติ” รุกเศรษฐกิจภาคใต้

ภาคใต้ของไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาต่อเนื่องในหลายจังหวัดสำคัญ โดยเฉพาะภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนระดับหลายหมื่นล้านถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐเริ่มเร่งตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของธุรกิจต่างชาติ หลังพบการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนในกิจการที่กฎหมายจำกัดสิทธิการถือครองของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว วิลล่าหรู อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุว่า ปัญหานี้เชื่อมโยงทั้งเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ การจัดเก็บภาษี การถือครองทรัพยากรในพื้นที่ และเส้นทางการเงินของธุรกิจบางกลุ่ม
เศรษฐกิจภาคใต้พึ่งพาท่องเที่ยวสูง
ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า เศรษฐกิจภาคใต้ในช่วงปี 2568–2569 ยังขยายตัวได้จากภาคบริการและการท่องเที่ยว แม้กำลังซื้อภาคครัวเรือนและรายได้เกษตรยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวค่อนข้างสูง ทำให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร วิลล่า รถเช่า และบริการท่องเที่ยวกลายเป็นพื้นที่ลงทุนสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐเริ่มพบรูปแบบการลงทุนที่ต่างชาติใช้บริษัทไทยเป็นตัวกลางถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สมุย–พะงัน รายได้ท่องเที่ยวกว่า 6 หมื่นล้านบาท
ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ปี 2566 เกาะสมุยมีนักท่องเที่ยวรวม 3,541,821 คน เพิ่มขึ้น 43.67% จากปีก่อนหน้า
นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 1,774,406 คน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทย 1,767,415 คน
รายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 60,814.33 ล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 25,739 บาทต่อคนต่อทริป ส่วนคนไทยเฉลี่ย 14,140 บาทต่อคนต่อทริป
สมุยยังมีห้องพักในระบบกว่า 23,668 ห้อง ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของภาคใต้
ต่อมาในช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2567 เกาะสมุยมีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 3.18 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 37,074.88 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวจากเยอรมนี อังกฤษ อิสราเอล จีน และฝรั่งเศส
ด้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2566 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 775,313 คน และสร้างรายได้กว่า 20,232.72 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวทำให้พื้นที่เกาะท่องเที่ยวของสุราษฎร์ธานีกลายเป็นจุดที่หน่วยงานรัฐจับตาเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นและการลงทุนของต่างชาติอย่างใกล้ชิด
ภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวระดับหลายแสนล้านบาท
ภูเก็ตยังเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้ด้านท่องเที่ยวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ข้อมูลปี 2566 ระบุว่า ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 10 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 330,000 ล้านบาท โดยทั้งปีมีแนวโน้มแตะระดับ 350,000 ล้านบาท
แม้ภาคท่องเที่ยวยังเติบโต แต่ผู้ประกอบการในพื้นที่จำนวนหนึ่งเริ่มกังวลเรื่องการแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาถือครองธุรกิจผ่านโครงสร้างบริษัทไทย
หน่วยงานรัฐระบุว่า ธุรกิจบางส่วนมีลักษณะถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 49% ตามเงื่อนไขกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติอาจพบว่าผู้ควบคุมกิจการจริงเป็นชาวต่างชาติ
ตัวเลขบริษัทต่างชาติร่วมลงทุนในพื้นที่ท่องเที่ยว
ข้อมูลการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า
เกาะสมุยและเกาะพะงัน มีบริษัทจดทะเบียนรวม 16,811 ราย
ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุน 11,426 ราย หรือ 67.97%
แยกเป็น
- เกาะพะงัน มีบริษัท 4,761 ราย ต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย
- เกาะสมุย มีบริษัท 12,050 ราย ต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย
ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัด 21,717 ราย และมีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือประมาณ 53.6%
สัญชาติที่พบการลงทุนจำนวนมาก ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย อิสราเอล เยอรมนี และจีน
ขณะที่จังหวัดภูเก็ต มีบริษัทประมาณ 29,090 ราย และพบว่ามีบริษัทที่ต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 11,263 บริษัท หรือประมาณ 38.72%
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐย้ำว่า ตัวเลข “ต่างชาติร่วมลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะมีทั้งธุรกิจที่ดำเนินการถูกต้องและกลุ่มที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ
รูปแบบที่พบในการตรวจสอบ
ข้อมูลจากการลงพื้นที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ DSI พบว่า กลุ่มเสี่ยงจำนวนหนึ่งใช้รูปแบบคล้ายกัน ได้แก่
- ใช้คนไทยถือหุ้นแทน
- ใช้สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายจัดตั้งบริษัทจำนวนมาก
- ใช้ผู้ถือหุ้นคนเดิมถือหุ้นซ้ำหลายบริษัท
- ใช้บริษัทไทยถือครองวิลล่าและอสังหาริมทรัพย์แทนต่างชาติ
- เปลี่ยนผู้ถือหุ้นแทนการโอนทรัพย์สิน เพื่อลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม
หนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบ พบเจ้าของสำนักงานบัญชีในพื้นที่มีชื่อถือหุ้นใน 66 บริษัท และอาคารเดียวกันถูกใช้เป็นที่ตั้งนิติบุคคลรวม 89 แห่ง
อีกกรณีเป็นโครงการวิลล่าหรู 8 หลัง ปล่อยเช่าคืนละกว่า 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตโรงแรม และเกี่ยวข้องกับที่ดินมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท
รัฐพบความผิดปกติกว่า 7,500 ราย
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า การตรวจสอบ 27 พื้นที่ใน 10 จังหวัด พบความผิดปกติรวม 7,537 ราย
มีการส่งข้อมูลให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น
- ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน 534 ราย
- กรมสรรพากรตรวจบัญชีและงบการเงิน 6,709 ราย
- สำนักงานประกันสังคม 137 ราย
- กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ 117 ราย
- DSI 25 ราย
นอกจากนี้ ยังพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 4,372 ราย
แบ่งเป็น
- ธุรกิจต้องห้ามโดยเด็ดขาด 256 ราย
- ธุรกิจที่ต้องขออนุญาตก่อนประกอบกิจการ 4,116 ราย
ผลกระทบด้านภาษีและทรัพย์สิน
ก่อนหน้านี้ DSI เคยตรวจพบเครือข่ายรับจดทะเบียนนอมินีในภูเก็ตเกือบ 70 บริษัท โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 44 บริษัท มีมูลค่าถือครองรวมประมาณ 440 ล้านบาท
DSI ประเมินว่า รัฐอาจสูญเสียค่าธรรมเนียมและรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท หากมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นแทนการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามปกติ
อีกส่วนที่รัฐจับตา คือการถือครองที่ดินและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยในบางคดีมีการตรวจยึดโฉนดรวม 37 ฉบับ พื้นที่ประมาณ 51 ไร่ มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท
ทำไมรัฐยกระดับเป็น “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
หน่วยงานรัฐเริ่มใช้คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับปัญหานอมินีต่างชาติ เพราะเกี่ยวข้องหลายด้านพร้อมกัน
ด้านแรกคือการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งมองว่าต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนที่มีเงินทุนสูงกว่า และยังใช้ช่องทางหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย
ด้านที่สองคือรายได้จากการท่องเที่ยวและภาษี หากผลประโยชน์จำนวนมากไหลออกนอกระบบเศรษฐกิจไทย รัฐอาจสูญเสียรายได้ระยะยาว
ด้านที่สามคือการถือครองทรัพยากรในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่ดิน วิลล่าหรู และพื้นที่ชายหาดที่มีมูลค่าสูง
อีกส่วนคือความเสี่ยงด้านเส้นทางการเงิน ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงและ ปปง. กำลังติดตามตรวจสอบร่วมกับข้อมูลด้านภาษีและนิติบุคคล
รัฐเริ่มเพิ่มมาตรการตรวจสอบ
ในช่วงปี 2568–2569 รัฐบาลเริ่มเพิ่มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการแก้ไข พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พร้อมเพิ่มเงื่อนไขการยืนยันแหล่งเงินลงทุนและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า หลังใช้มาตรการเข้มงวดขึ้น จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงต่อเนื่อง
ไตรมาสแรกปี 2569 พบกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท ลดลง 60% จากปีก่อน
หลังใช้มาตรการยืนยันการลงทุนเดือนเมษายน 2569 กลุ่มเสี่ยงลดลง 75%
พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐกว่า 20 หน่วยงาน ทั้งด้านภาษี การเงิน ที่ดิน แรงงาน และความมั่นคง เพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน
เศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะภูเก็ต สมุย และพะงัน ที่มีรายได้รวมระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐเริ่มเร่งตรวจสอบโครงสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างชาติ หลังพบความเสี่ยงเรื่องการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านบริษัทไทย และการเชื่อมโยงเส้นทางการเงินในธุรกิจท่องเที่ยว
มาตรการที่เริ่มใช้ในช่วงปี 2568–2569 ทำให้จำนวนบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงบางส่วน แต่หลายหน่วยงานยอมรับว่า ปัญหานี้สะสมมานาน และยังต้องใช้เวลาตรวจสอบต่อเนื่องในหลายพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
