รีเซต

ไทยเนื้อหอม "เศรษฐีโลก" หอบเงินเข้าประเทศพุ่ง เมืองไหนมาแรง? ธุรกิจอะไรรองรับ?

ไทยเนื้อหอม "เศรษฐีโลก" หอบเงินเข้าประเทศพุ่ง เมืองไหนมาแรง? ธุรกิจอะไรรองรับ?
TNN ช่อง16
30 มิถุนายน 2569 ( 08:00 )
10

"ประเทศไทย"เนื้อหอม! อภิมหาเศรษฐีโลกหอบเงินเข้าไทย บ้าน-ลงทุน-วีซ่า ดันไทยสู่ศูนย์กลางความมั่งคั่งเอเชีย


Knight Frank ชี้ไทยติดกลุ่มประเทศความมั่งคั่งเติบโตเร็ว นักลงทุนทั่วโลกแห่ซื้อบ้าน ลงทุน และย้ายถิ่นฐาน จ่อขึ้นแท่นจุดหมายใหม่ของอภิมหาเศรษฐีโลก


ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะ "ศูนย์กลางความมั่งคั่งแห่งใหม่ของเอเชีย" หลังเกิดกระแสการย้ายเงินทุน ที่อยู่อาศัย และการลงทุนของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงจากหลายประเทศเข้าสู่ไทยมากขึ้น


กลุ่มที่เข้ามาไม่ใช่เพียงนักลงทุนทั่วไป แต่เป็น "Ultra-High-Net-Worth Individuals" (UHNWIs) หรือ "อภิมหาเศรษฐี" ซึ่งหมายถึงผู้มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนตั้งแต่ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป


รายงาน The Wealth Report 2026 ของ Knight Frank คาดการณ์ว่า จำนวนอภิมหาเศรษฐีในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 26% ระหว่างปี 2026-2031 นับเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตสูงที่สุดของเอเชีย และสะท้อนว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดความมั่งคั่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว


 การย้ายถิ่นฐานของคนรวยโลก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว


แม้การเพิ่มขึ้นของอภิมหาเศรษฐีอาจดูเป็นเรื่องของคนรวย แต่ในความเป็นจริง กระแสดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านการลงทุน การจ้างงาน และการใช้จ่ายภายในประเทศ


Knight Frank ระบุว่า ปัจจุบันโลกมีอภิมหาเศรษฐีกว่า 713,000 คน และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ก้าวเข้าสู่ระดับความมั่งคั่งเกิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐเฉลี่ย 89 คนต่อวัน


ขณะเดียวกัน เศรษฐีรุ่นใหม่มีแนวโน้มใช้ชีวิตแบบ "Dip In, Dip Out" คือมีบ้านหลายประเทศ กระจายทรัพย์สินหลายเขตเศรษฐกิจ และเลือกสถานที่อยู่อาศัยจากคุณภาพชีวิตมากกว่าสัญชาติ


หลังวิกฤตโควิด-19 นักลงทุนจำนวนมากจึงมองหา "Safe Haven" หรือฐานที่มั่นแห่งใหม่ โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญ ได้แก่

* เสถียรภาพเศรษฐกิจ

* คุณภาพชีวิต

* ระบบสาธารณสุข

* ความปลอดภัย

* ศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์

* ความสะดวกในการเดินทาง

* สิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและภาษี


ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ตอบโจทย์ครบถ้วน และสามารถมอบคุณภาพชีวิตระดับโลกในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายเมืองสำคัญของโลก



กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ และพัทยา ดาวเด่นของนักลงทุนต่างชาติ


เมืองสำคัญของไทยกำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับความนิยม ได้แก่

* โรงพยาบาลเอกชนมาตรฐานสากล

* ศูนย์ Wellness และ Anti-Aging

* โรงเรียนนานาชาติ

* ระบบบริการและการท่องเที่ยว

* ค่าครองชีพที่แข่งขันได้


ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี ราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ยังต่ำกว่าเมืองใหญ่หลายแห่งในเอเชีย ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง


โดยเฉพาะ "ภูเก็ต" ซึ่งกำลังเปลี่ยนบทบาทจากเมืองท่องเที่ยว สู่ศูนย์กลางการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติระดับบน มีการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งโรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาลเอกชน ท่าจอดเรือยอชต์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม


Family Office มองไทยเป็นฐานลงทุนแห่งใหม่


อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือ การที่ **Family Office** หรือองค์กรบริหารความมั่งคั่งของตระกูลมหาเศรษฐี เริ่มหันมามองประเทศไทยมากขึ้น


ปัจจุบัน Family Office ทั่วโลกบริหารสินทรัพย์รวมหลายล้านล้านดอลลาร์ และเริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่เศรษฐกิจจริง เช่น

* โรงแรม

* โลจิสติกส์

* ดาต้าเซ็นเตอร์

* พลังงาน

* อสังหาริมทรัพย์


ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านที่ตั้ง ซึ่งเชื่อมต่อจีน อินเดีย และอาเซียน ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกได้


 รัฐเดินหน้าดึงเศรษฐีโลกผ่านวีซ่าและสิทธิประโยชน์


การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนมั่งคั่งในไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบายภาครัฐที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนและบุคลากรศักยภาพสูงจากต่างประเทศ


หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ Long-Term Resident (LTR) Visa ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)


วีซ่าดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้มีศักยภาพสูง ได้แก่

* Wealthy Global Citizens

* นักลงทุนรายใหญ่

* ผู้เกษียณอายุฐานะดี

* ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง

* Digital Nomads


สามารถพำนักในประเทศไทยได้นานสูงสุด 10 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านการทำงาน การเดินทาง และภาษีบางส่วน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในการดึงดูดคนมั่งคั่งจากทั่วโลก



 BOI เผยคำขอลงทุนทะลุ 1.87 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์


กระแสการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มเศรษฐีเกิดขึ้นควบคู่กับการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ


ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า ในปี 2025 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม **1.876 ล้านล้านบาท** เพิ่มขึ้น **67%** จากปีก่อนหน้า และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์


อุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่

* ดาต้าเซ็นเตอร์

* คลาวด์คอมพิวติ้ง

* ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

* อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

* พลังงานสะอาด

* ยานยนต์ไฟฟ้า


Thailand FastPass เร่งอนุมัติโครงการ ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ


ล่าสุด รัฐบาลเปิดตัวโครงการ "Thailand FastPass" เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุน ลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการ และแก้ปัญหาคอขวดด้านกฎระเบียบ


มาตรการดังกล่าวมุ่งเร่งการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


ความท้าทายคือทำอย่างไรให้คนไทยได้รับประโยชน์


การเข้ามาของอภิมหาเศรษฐีและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ทั้งในด้านการสร้างงาน การลงทุน และการยกระดับเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบนโยบายให้ผลประโยชน์กระจายสู่คนไทยในวงกว้าง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงภาคอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มีเสถียรภาพในระยะยาว เพราะเม็ดเงินลงทุนสามารถไหลเข้ามาได้ แต่ก็อาจไหลออกได้เช่นกัน หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนไว้ได้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง