ก.ต.ช. เสนอ “รีเซ็ตภูเก็ต” 7 มาตรการ ฟื้นความเชื่อมั่นระดับโลก

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน เปิดเผยข้อเสนอเชิงนโยบาย “รีเซ็ตภูเก็ต” โดยเห็นว่าจังหวัดภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับประชาคมโลก ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การลงทุน การอยู่อาศัย และการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ
ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า จากการติดตามข้อมูลและรับฟังข้อเท็จจริงจากหลายภาคส่วน พบว่าปัญหาในพื้นที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งประเด็นการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ การถือครองอสังหาริมทรัพย์ การใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทน หรือที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับลักษณะนอมินี การดำเนินธุรกิจที่มีข้อพิพาทด้านสัญญา การก่อสร้างที่ไม่แล้วเสร็จ การจัดการด้านแรงงานต่างด้าว ตลอดจนประเด็นการบังคับใช้กฎหมายและความเชื่อมั่นของประชาชน
เขามองว่า หากข้อร้องเรียนและปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากภูเก็ตเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลก
ในส่วนของการบริหารจัดการภาครัฐ ผศ.ดร.นพดล เห็นว่าการลงพื้นที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อรับฟังปัญหาและติดตามสถานการณ์ในจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและยึดประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงบทบาทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มีการปรับแนวทางการบริหารและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายของเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ทั้งในด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจผิดกฎหมาย และปัญหาที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยว
ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า การแก้ไขปัญหาภูเก็ตควรยกระดับจากการดำเนินคดีเป็นรายกรณี ไปสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระดับโครงสร้าง โดยเสนอ 7 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่
1. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจภูเก็ต เพื่อบูรณาการการทำงานของตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร กรมที่ดิน หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานด้านแรงงาน
2. ตรวจสอบโครงสร้างนิติบุคคลที่มีความเสี่ยง โดยพิจารณาข้อมูลผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน งบการเงิน ใบอนุญาต และผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ตามกระบวนการทางกฎหมาย
3. ตรวจสอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีข้อร้องเรียน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ข้อพิพาทตามสัญญา และการดำเนินธุรกิจที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย
4. ตรวจสอบระบบการอนุญาตก่อสร้างและการออกใบอนุญาตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
5. จัดระเบียบแรงงานต่างด้าวและผู้ประกอบการต่างชาติ โดยแยกแยะระหว่างผู้ที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย กับผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
6. ยกระดับบทบาทตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจในพื้นที่สู่แนวคิด “Tourist Trust Police” ที่ให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุน
7. นำเทคโนโลยี Data Science และระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้สร้างดัชนีความเสี่ยงของพื้นที่ โดยเชื่อมโยงข้อมูลด้านคดีร้องเรียน นิติบุคคล ใบอนุญาต แรงงานต่างด้าว และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย
ผศ.ดร.นพดล ระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในภูเก็ตเป็นความท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ทั้งเรื่องการเคลื่อนย้ายทุนข้ามชาติ อาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ และการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย หากประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ภูเก็ตอาจกลายเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการเมืองท่องเที่ยวระดับโลกในอนาคต
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการดังกล่าว คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้ประกอบการและประชาชนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ควบคู่กับการป้องกันและปราบปรามผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย โดยมุ่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมโลกที่มีต่อประเทศไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
