รีเซต

ยุโรปอ่วมไม่หยุด! ฝนฤดูหนาวแรงกว่าเดิม 30% นักวิทย์ชี้โลกร้อนตัวการเร่งหายนะ

ยุโรปอ่วมไม่หยุด!  ฝนฤดูหนาวแรงกว่าเดิม 30%  นักวิทย์ชี้โลกร้อนตัวการเร่งหายนะ
TNN ช่อง16
27 กุมภาพันธ์ 2569 ( 09:30 )

ในอดีต พายุฤดูหนาวในยุโรปอาจถูกมองว่าเป็นภัยธรรมชาติที่จัดการได้ แม้จะสร้างความเสียหายอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่สังคมและโครงสร้างพื้นฐานสามารถรองรับได้ ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เหตุการณ์ฝนตกหนักและพายุรุนแรงที่ถาโถมยุโรป โดยเฉพาะแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์มีบทบาทสำคัญต่อปรากฏการณ์นี้

 

ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม หลายประเทศ เช่น โปรตุเกส สเปน และโมร็อกโก ต้องเผชิญพายุที่ได้รับการตั้งชื่อหลายลูกติดต่อกัน ลมแรงระดับเฮอริเคนและปริมาณฝนที่สูงเป็นประวัติการณ์สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ในหมู่บ้านกราซาเลมา ทางตอนใต้ของสเปน ปริมาณฝนที่ควรตกตลอดทั้งปีกลับเทลงมาเพียงไม่กี่วัน ขณะที่ในโปรตุเกส พายุลีโอนำมาซึ่งปริมาณฝนภายในวันเดียวในระดับที่ปกติอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบศตวรรษ ผลกระทบที่ตามมาคือถนนถูกตัดขาด ระบบพลังงานเสียหาย บ้านเรือนพังทลาย ความเสียหายรวมคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านยูโร ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 ราย


คำถามสำคัญคือ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความแปรปรวนตามธรรมชาติ หรือเป็นผลพวงจากโลกร้อน? การวิเคราะห์ของ World Weather Attribution ให้คำตอบที่น่ากังวล รายงานพบว่าความรุนแรงของฝนตกหนักที่สุดในหนึ่งวันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นถึง 36% ในพื้นที่ตอนใต้ และ 29% ในพื้นที่ตอนเหนือ นั่นหมายความว่า วันที่ฝนตกหนักที่สุดในปัจจุบัน เปียกชุ่มกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราวหนึ่งในสาม หลังจากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นแล้วประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส

 

เมื่อนักวิจัยนำข้อมูลที่สังเกตได้มาผสานกับแบบจำลองภูมิอากาศ พบว่าการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมมนุษย์มีส่วนทำให้ความรุนแรงของฝนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 11% ในพื้นที่ตอนเหนือ แม้แบบจำลองในบางพื้นที่ยังไม่สะท้อนแนวโน้มทั้งหมด แต่ภาพรวมแสดงให้เห็นชัดว่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังเพิ่มพลังให้พายุฤดูหนาวเหล่านี้

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พายุรุนแรงขึ้นคือ “แม่น้ำในบรรยากาศ” ซึ่งเป็นกระแสความชื้นขนาดใหญ่ในชั้นบรรยากาศที่สามารถลำเลียงไอน้ำจากพื้นที่ห่างไกลได้ รายงานชี้ว่าพายุในยุโรปครั้งนี้ได้รับพลังจากความชื้นที่ถูกดึงมาจากคลื่นความร้อนทางทะเลรุนแรงในมหาสมุทรแอตแลนติกด้านตะวันตก เมื่ออากาศอุ่นขึ้น มันสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ส่งผลให้เมื่อเกิดฝน ปริมาณน้ำที่ตกลงมาจะยิ่งมหาศาล

 

สถานการณ์นี้สะท้อนความจริงที่น่าวิตก นั่นคือ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงกำลังทำให้ขอบเขตของคำว่า “สุดขั้ว” เปลี่ยนไปทุกปี เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นครั้งเดียวในรอบศตวรรษ อาจกลายเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยขึ้น หากโลกยังคงร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ทุกเสี้ยวองศาของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นล้วนมีความหมาย เพราะมันสามารถแปรเปลี่ยนพายุที่เคยรับมือได้ ให้กลายเป็นภัยพิบัติที่คร่าชีวิตและทำลายล้างมากกว่าเดิม

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากยุโรปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภูมิภาคหนึ่งของโลก แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งวางแผนเมืองและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังทวีความรุนแรง หากมนุษยชาติยังนิ่งเฉย พายุในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางธรรมชาติ แต่คือภาพสะท้อนของการตัดสินใจที่เราทำในวันนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง