รีเซต

ตลท.ปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ คุม HFT ป้องผู้ลงทุน กัน MSCI ลดน้ำหนัก

ตลท.ปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ คุม HFT ป้องผู้ลงทุน กัน MSCI ลดน้ำหนัก
TNN ช่อง16
13 พฤษภาคม 2569 ( 18:43 )
13

คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ได้มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ใหม่ หลังได้รับอนุมัติความเห็นของบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งขณะนี้เกณฑ์ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) จากที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการออกเกณฑ์ไปจำนวนมากจึงได้ดำเนินการปรับปรุง เพื่อตั้งใจจะใช้เกณฑ์ใหม่นี้ไปในช่วง 18 เดือนข้างหน้า ยกเว้น มีสถานการณ์เฉพาะเกิดขึ้นระหว่างทาง ตลาดหลักทรัพย์ก็พร้อมจะปรับปรุงให้เหมาะสม  


ปัจจุบันเกณฑ์ที่จะออกเพิ่มเติบ 2 มาตรการ ปรับปรุงใหม่ 3 มาตรการ และยกเลิก 3 มาตรการ ทำให้ 12 มาตรการที่ออกมาเหลือ 9 มาตรการ โดยยังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) ซึ่งเปิดให้แสดงความเห็นได้ตั้งแต่วันที่ 13 - 29 พฤษภาคม 2569 และรอการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งการบังคับใช้เร็วสุดน่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569  


โดยทั้งหมด ทั้งการออกมาตรการเพิ่ม ยกเลิก และปรับปรุงใหม่นั้น ตลาดหลักทรัพย์ต้องการจะดูแลความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทุกประเภทให้เท่าเทียมเน้นกำกับพฤติกรรม และป้องกันการส่งคำสั่งซื้อที่อาจเป็นการหลอกจากการส่งคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก รวมถึงปรับปรุงตามการพูดคุยความเห็นจากทุกฝ่าย รวมถึงความเห็นจาก OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และ MSCI เพื่อไม่ให้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

สำหรับสาระสำคัญของมาตรการที่ทบทวนในครั้งนี้ สรุปได้ ดังนี้ 

กลุ่มที่ 1 มาตรการเพิ่มเติม เพื่อยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพของตลาดในเชิงโครงสร้างและต้นทุน 


1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาทต่อหุ้นให้แคบลง ช่วยลดส่วนต่างราคา เพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลงและเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด


2. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Extra Charge) จากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขาย (Deal) น้อย (High Order-to-Trade Ratio : OTR) โดยในกรณีที่บัญชีใดมี OTR มากกว่า 100 เท่า และมีการส่งคำสั่งมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute) บัญชีดังกล่าวจะถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการ/วัน ทั้งนี้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขาย และลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม


กลุ่มที่ 2 มาตรการลดความผันผวน ที่ผิดปกติของราคาหลักทรัพย์


3. ปรับปรุง Uptick Rule สำหรับการขายชอร์ต ในกรณีที่หลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10%จากราคาปิดของวันก่อนหน้า จะใช้เกณฑ์ Uptick เป็นรายหลักทรัพย์สำหรับหลักทรัพย์นั้นในวันทำการถัดไปเพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน และรักษาสมดุลควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขายทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติจะใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick


4. ทบทวนหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้โดยจำกัดให้ขายชอร์ตได้เฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW


5.ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์ เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขายโดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ

กลุ่มที่ 3 มาตรการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม 


6. ขึ้นทะเบียน (Register) ผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT)โดยจะเปลี่ยนไปใช้แนวทางการพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อขายในลักษณะ Post-Trade เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น หรือมีช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายสำหรับผู้ลงทุนเฉพาะราย (Dedicated API) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปตามข้อเท็จจริง และสามารถติดตามพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม


7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้ เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ ให้ครอบคลุมเฉพาะหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเท่านั้น ประกอบกับจะมีการกำกับดูแล HFT ตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว


8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการนี้มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งไม่ได้ส่งผลในเชิงการกำกับพฤติกรรมการซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นการช่วยลดภาระในเชิงระบบรวม ทั้งยังไม่สอดคล้องตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯมีกลไกการกำกับดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น การใช้ AI ช่วยในการวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และมาตรการเก็บ Extra Chargeกับบัญชีที่มีพฤติกรรม High OTR เป็นต้น


ทั้งนี้ ในการปรับปรุงหลักๆ คือ ในส่วนของ HFT (High-Frequency Trading) หรือ การซื้อขายความถี่สูง จะดูแลด้วย Tick Size เพราะที่ผ่านมามีการส่งคำสั่งมาจากรายที่ไม่ได้ลงทะเบียนลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้ลงทุน HFT (ปัจจุบันลงทะเบียนไว้ประมาณ 10 ราย) ทำให้ตลาดหลักทรัพย์วางเกณฑ์ใหม่ ถ้าหากรายใดทำธุรกรรมการซื้อขายที่เข้าข่ายเกณฑ์ที่วางก็จะให้เป็น HFT 


นอกจากนี้ ก็จะปรับปรุง Uptick Rule เพื่อจะดูแลการขายชอร์ตให้เข้มงวด เพราะส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายน้อยลง และยังแก้ปัญหาราคาหุ้นไหลลงได้ ซึ่งมาตรการที่จะปรับปรุง Short Sell - Eligible Stocks สำหรับผู้ลงทุน เพื่อให้หุ้นที่จะขายชอร์ตได้ เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก และเพื่อลดความผันผวนของหุ้นขนาดกลาง เล็ก จึงกำหนด Universe ของ Eligible stocks สำหรับการขายชอร์ตของผู้ลงทุนให้แคบลง โดยยกเลิกหุ้นที่เป็น Underlying ของ ETF และ DW  


ทั้งนี้ มาตรการ Tick-size Reduction มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้ Tick Size มีช่วงระดับราคาที่เหมาะสม สนับสนุนให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายของผู้ลงทุน


รวมทั้งดูแลการส่งคำสั่งซื้อที่มีออร์เดอร์หลอกเข้ามามากๆ  ก็จะเก็บค่าธรรมเนียม โดยจะกำกับดูแลเพิ่มเติมใน Extra Charge on high OTR (Order to Trade Ratio) คือ กำหนดให้ Extra Charge สำหรับผู้ลงทุนที่ซื้อขายโดยใช้ Capacity เชิงระบบของตลาดสูง เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ทรัพยากรระบบงาน คือ 1. มีการส่งคำสั่งถี่ โดยมากกว่า 50 ครั้ง* ต่อ Active Minute และ2. มีสัดส่วนของการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) เมื่อเทียบกับรายการซื้อขายที่ได้รับจับคู่ (Deal) หรือ OTR เกินกว่า 100 เท่า* หากบัญชีซื้อขายใดเข้าตามเงื่อนไขข้างต้น บัญชีนั้นจะถูกเรียกเก็บ Extra Charge เฉพาะส่วนที่เกินกว่า 30,000"* รายการ/วัน ในอัตรา 0.15 บาท* ต่อรายการ ทั้งนี้ มาตรการนี้จะไม่นำมาใช้กับการส่งคำสั่งซื้อขายของ Registered MM 


 " การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้เพื่อให้สร้างความสมดุล และให้เป็นมาตรฐานสากล (Benchmarking) และอ้างอิงจากคำแนะนำขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) และ MSCI โดย MSCI ได้เปรียบเทียบหลักเกณฑ์ของตลาดหุ้นไทยกับตลาดอื่นที่เป็นตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน เพื่อให้ตลาดหุ้นไทยยังคงความน่าสนใจในสายตาต่างชาติ ซึ่งตลาดหุ้นอินโดนีเซียถูก MSCI ลดน้ำหนักการลงทุน (Downgrade) ซึ่งเราไม่อยากเป็นแบบนั้น และตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยก็ปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 20 %" ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าว 


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง