ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ แจง 7 คำถาม ที่ค้างคาใจผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานเสวนาพิเศษ "ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ พบผู้ลงทุน" ในงานมหกรรมลงทุนแห่งปี SET in the City 2026 เมื่อ 21 มิถุนายน 2569 ถึงมุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงของการลงทุนที่เปลี่ยนไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ว่า บริบทการลงทุนเปลี่ยนไปมาก แต่การมีข้อมูลในการลงทุนยังเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อเข้าใจพื้นฐานและวิเคราะห์ คัดกรองข้อมูลที่มีจำนวนมากได้ เพื่อหาโอกาสในการลงทุน แตกต่างจากอดีตที่ผู้ลงทุนมักถามกันว่า "จะซื้อหุ้นตัวไหนดี"
แต่ถึงบริบทต่างๆ จะเปลี่ยนแปลง แต่มองว่าโอกาสของการลงทุนไม่ได้ลดง เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ โดยธีมหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจมีอีกมาก และยังสามารถกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศได้ด้วย โดยการลงทุนในหุ้นไทยสามารถลงทุนในธีมที่ต่อยอดจากนโยบายภาครัฐ และเมกกะเทรนด์ จากการเข้ามาลงทุนของเงินลงทุนต่างชาติหรือบริษัทต่างๆ ที่ เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมุลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ 86% เป็นกลุ่มดิจิทัล
ลงทุนในธีมเพื่อเงินปันผลสูงใน SETHD30 ซึ่งต้นปีถึงปัจจุบันมีอัตราการจ่ายปันนผลที่ 6.4% รวม 5 ปีให้ผลตอบแทนถึง 53% สูงกว่าดัชนีหุ้นไทย (SET Index) , ลงทุนในธีมกลุ่มความยั่งยืน ในกองทุน ThaiESG ซึ่งตลาดหุ้นไทยติด TOP เวทีความยั่งยืนในอาเซียน ที่นักลงทุนต่างประเทศสนใจค่อนข้างมาก เพียงแต่การที่ต่างชาติจะเข้ามาลงทุนได้ต้องไห้บริษัทนั้นๆได้รับการจัดอันดับเครดิตด้านความยั่งยืนในระดับสากล สถาบันการลงทุนในต่างประเทศจึงจะมาลงทุน ซึ่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยในตลาดหุ้นไทยในกลุ่มนี้ติดอันดับความยั่งยืนใน S&P Global Sustainability Awards หลายบริษัท
นอกจากนี้ ยังมีธีมหุ้นไทยที่มีโอกาสเติบโต จากแผนงานที่จะดำเนินการเพื่อการเตอบโตในระยะ 3 ปีข้างหน้า (2569 -2571) ในหุ้นที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ ที่มุ่งยกระดับการเติบโตของกำไรหรือรายได้อย่างก้าวกระโดด สร้างการเติบโตในระยะถัดไป ที่จะเป็นอีกปัจจัยที่จะเขัามาขับเคลื่อนตลาดทุนไทย ซึ่งมี บจ.เข้าร่วมโครงการถึง 142 บริษัท และบจ.เหล่านี้จะมีการสื่อสารข้อมูลออกมาให้ผู้ลงทุนรับรู้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นอีกทางเลือกการลงทุน ในภาวะที่ปัจจัยต่างๆ เปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น การรปรับตัวรับมือราคาพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จากความสามารถของผู้บริหาร แผนธุรกิจ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ตลาดหลักทรัพยฯ ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุน ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีมาตั้งแต่ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากคะแนนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับเลือกตั้ง ภาพนี้ช่วยสะท้อนความเชื่อมั่นผู้ลงทุน เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลจะช่วยขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยใระยะต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
รวมทั้ง ตลาดหลักทรัพย์ฯเองก็ได้สร้างโอกาสในการเพื่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนได้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อมีโอกาสในการลงทุนกับหุ้นโลก ที่มีการเติบโตระเบิดเถิดเทิงในตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ยังไม่ค่อยมีตัวเลือกในตลาดหุ้นไทย รวมไปถึงการออกไปลงทุนอื่นๆ ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ ผ่านตลาดหลักทรัพยฯ อาทิ DR ,TFEX , DW , อนุพันธ์ทางการเงิน ฯลฯ
นอกจากนี้ ตลาดยังมีเครื่องใหม่ที่สนับสนุนข้อมูลและการตีการลงทุนได้สะดวกและง่ายขึ้น และการลงทุนมีประสิทธิภาพขึ้น อย่าง แอฯ wiset (วิเศษ) หรือเครื่องมือที่พันธมิตรตลาดทุนต่างๆ พยามออกมาช่วยเสริมโอกาสลงทุนให้ผู้ลงทุนไทย ซึ่ง แอฯ wiset ตลาดหลักทรัพย์ มีความตั้งใจ คือ ต้องการสร้างโอกาสให้นักลงทุนทุกคน ได้มีเครื่องมือ และบริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนอย่างเท่าเทียม
เพราะตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถควบคุมไม่ได้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง การจะออกไปลงทุนในหรือต่างประเทศ ก็ควรมีเครื่องมือที่ดีให้เลือก เพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นในการลงทุน เพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่น ซึ่งการลงทุนถ้าต้องการดอกผลวันนี้ก็ควรเริ่มก่อนหน้านี้ เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เมื่ออยากได้ร่มเงาจากต้นไม้ เวลาที่ดี่สุดที่จะปลูกคือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ส่วนเวลารองลงมาคือ วันนี้ ซึ่งการลงทุนก็เช่นกัน
และนอกจากเวทีเสวนาที่พิธีกรได้ตั้งคำถามต่อมุมมองในประเด็ต่างๆ กับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ไปร่วมรับงานเสวนาสามารถถามข้อสงสัย หรือประเด็นที่ค้างคากับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แบบสดๆ โดยไม่คัดกรองคำถามด้วย ซึ่งนักลงทุนได้สอบถามประเด็นหลักๆ 7 ข้อที่น่าสนใจ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
คำถามที่ 1 : จริงหรือไม่ที่ตลาดทุนไทยมีเจ้าคอยลาก หรือปั่นได้ง่าย อยากถามว่าจะมีการเรียกความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนกลับมาลงทุนในลาดหุ้นไทยได้อย่างไร
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : ขอยืนยันว่าไม่มี เพราะเราใช้เครื่องมือเทคโนโลยีจำนวนมาก ใช้เทคโนโลยี ติดตามข้อมูล เพราะไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปั่นหุ้น หรือกดหุ้นลง ถ้าหากพบเห็นก็จะตักเตือนทันที และส่งข้อมูลให้สำนักงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตรวจสอบต่อไปตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ปัจจุบันเราจับตากระทั้งว่า ถ้าไม่มีปัจจัยที่เอต่การซื้อขาย แต่ราคาขึ้น ฯลฯ
คำถามที่ 2 : เป็นไปได้ไหม ที่จะเปิดให้ใช้ SETSMART ฟรี
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : ขอไปศึกษาก่อน เพราะการมีระบบให้ใช้ ให้คนมาลงทุนหรือออม ทุกอย่างมีต้นทุน เพราะไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ต้องใช้เงินที่สะสมมา มาใช้สำหรับการลงทุนพัฒนาระบบและบริการต่างๆ และการคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่ได้มุ่งเน้นกำไรจากบริการเป็นหลัก
คำถามที่ 3 : ตลาดหุ้นไทยไม่มีหุ้นนวัตกรรมใหม่ หรือหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลักเหมือนสหรัฐ จะยังเติบโตได้ไหม
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : ยอมรับว่าหุ้นไทยไม่มีหุ้นเทคฯ อย่างสหรัฐฯ จริงๆ เนื่องจาก SET Index สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เราเป็น Old Economy เพราะที่ผ่านมาเราไม่มีระบบที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา และเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตเพียงพอ จนน่าสนใจ และธุรกิจไม่ได้เติบจนจำเป็นต้องเข้ามาระบบทุน แม้ว่าในมหาวิทยาลัยจะมีการศึกษามีโครงการศึกษาและวิจัย การพัฒนากันอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ได้ถูกนำมาต่อยอดและทำให้เกิดธุรกิจและการลงทุนจริง แต่ ตลาดหลักทรัพย์ก็พยามมีโครงการเพื่อเป็นทางเลือกในการเข้าลงทุนในนวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง SET to BOI เพื่อให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาในตลาด แต่เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา อาจไม่เร็วนัก
คำถามที่ 4 : เป็นไปได้ไหมที่จะให้ขยายเวลา TFEX S50 เป็น 23 ชั่วโมง แบบต่างประเทศ เพื่อลดการเกิด Gap ในช่วงปิดทำการ
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : เรื่องนี้ยังศึกษาอยู่ รวมไปถึงการเทรดทองคำ ซึ่งในช่วงที่เราปิดทำการเสาร์-อาทิตย์ แต่ต่างประเทศไม่ปิด ราคาก็มี Gap หลายประเทศก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้น จึงขอไปศึกษาให้ดีก่อน ทั้งความคุ้มค่าและความเหมาะสม รวมทั้งการทำงานของพนักงานที่ต้องทำ 24 ชั่วโมง
คำถามที่ 5 : บทลงโทษ CB (Caution Business) มันแรงไปไหม และอยากขอความชัดเจนถึงเกณฑ์การพิจารณาใช้ใหม่ เพราะหุ้นบางตัวก็กำลังจะขึ้น แต่เกณฑ์ตลาดกลับไปสกัดราคาหุ้นตัวนั้น
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : ตลาดอยากให้หุ้นขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานมากกว่า เพราะหุ้นบางตัว P/E สูงมาก ตลาดเลยอยากให้นักลงทุน ใช้เวลาให้รอบครอบ เพราะการลงทุนควรรอบครอบ และมีเหตุปัจจับที่เหมาะสม เพราะในมุมหุ้นที่ร้อนแรงเกินไป ก็มีคนติงเข้ามาเช่นกัน ว่าทำไมตลาดไม่ลดความร้อนแรง ส่วนหุ้นที่กำลังขึ้นคนก็อยากให้ขึ้นให้สุด ทำให้เรื่องนี้ตลาดหลักทรัพย์เลยต้องหาสมดุล และวิเคราะห์ในแต่ละสถานะการณ์ และไม่อยากให้ใครไต่เส้น เพราะหุ้นที่ฮอต ที่ไต่เส้น อาจมีรายย่อยเข้ามา โดยมีข้อมูลไม่เท่ากัน
คำถามที่ 6 : ในอนาคตมั่นใจเพียงใด ที่จะทำให้บริษัทจดทะเบียนไม่ทุจริตเหมือนในอดีต
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : เวลามี บจ. ซึ่งมีจำนวนเกือบ 900 บริษัทในตลาด ทำก็บั่นทอนความเชื่อมั่นผู้ลงทุน เราก็พยามจะหาข้อมูลที่ผิดปกติ เพื่อป้องกันร่วมหน้า เช่น โครงการลงทุนที่มัดจำสูงๆ แบบประหลาด ก็พยามให้นั้นๆ เปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุนรับรู้ เพื่อตักเตือน ซึ่งปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์เราทำไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ปี 2569 กรณีเช่นนี้จึงมีน้อยลง หรือ บอร์ดอิสระที่ทำหน้าที่ ก็คงไม่ใช่แค่รับเบี้ยประชุม แต่ก็ได้มีการตรวจสอบโครงการที่บริษัทดำเนินการและเสนอเข้ามาอย่างรอบคอบด้วย ซึ่งก็ช่วยให้บรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นเริ่มปรับดีขึ้น
คำถามที่ 7 : ตลาดหลักทรัพย์จะรับมือกับการปรับดัชนีระดับโลก อย่าง MSCI และ FTSU อย่างไร
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอบ : การปรับดัชนีของบริษัทเหล่านี้ เขาก็มีคำแนะนำมาอยู่เรื่อย ๆ อีกอย่างเป็นดัชนีที่ครอบคลุมทั่วโลก ถ้าเศรษฐกิจไทยเราปรับลดลง สัดส่วนตลาดหุ้นเราในดัชนีพวกนี้ก็จะลดลง หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จะช่วยเหลือเครดิตหรือการปรับ ตลาดหลักทรัพย์ก็พยามจะปรับให้เป็นสากล และเปรียบเทียบได้กับประเทศอื่น เพื่อไม่ให้ถูกปรับลดลง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีกฎเกณฑ์ที่เป็นระดับสากลมากอยู่ ดังนั้น โอกาสจะเป็นเหมือนตลาดหุ้นประเทศอินโดนีเซียคงยาก
และหลังเสร็จสิ้นการตอบคำถามกับนีอลงทุน ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ยังได้ฝากทิ้งท้ายการเสวนากับนักลงทุนในงาน SET in the City 2026 ว่า ตลาดเราอยากเป็นตลาดหุ้นที่น่าเชื่อถือ เชื่อมั่น มีข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อเป็นหนทางที่จะนำพาผู้ลงทุนไปสู่โอกาสที่หลากหลาย และตอบโจทย์ในแต่ละช่วงชีวิตของนักลงทุนแต่ละคนให้มากที่สุด เพื่อมีส่วนขับเคลื่อนตลาดทุนไทยและเศรษฐกิจไทย รวมถึงผู้ลงทุนทุกคน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
