รีเซต

ตลท.เร่งขอข้อมูลโบรกปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ยันไม่กระทบตลาดหุ้นไทย

ตลท.เร่งขอข้อมูลโบรกปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ยันไม่กระทบตลาดหุ้นไทย
TNN ช่อง16
8 กรกฎาคม 2569 ( 19:12 )
17
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่สาธารณะชนและผู้ลงทุนตั้งคำถามเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการซื้อขายหุ้นตามแบบ 246-2 ตามเกณฑ์ของสำนักงาก.ล.ต.กรณีผู้ซื้อขายหุ้นราย "สุภาพร พิมพงษ์" ว่า ประเด็นที่สังคมสนใจนั้น ได้มีการพูดคุยกับบริษัทจดทะเบียนต่างๆ รวมถึงพูดคุยกับสำนักงานก.ล.ต.ซึ่งตลาดหลักทรัพย์เราสนับสนุนในการหาความเป็นจริง ว่าการส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าสำนักงานก.ล.ต.เองก็กำลังดูข้อมูลอย่างลึกซึ้งในหลายมุมมอง ในทุกจุดเท่าที่จะหาได้เพื่อตรวจสอบ ว่าเป็นความจริงหรือไม่จริงแค่ไหน เนื่องจากเรื่องนี้ถูกต้องถามเข้ามาแล้วว่า บุคคลดังกล่าวมีตัวตน หรือเป็นผู้ถือหุ้นจริงหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ตลาดหลักทรัพย์กำลังติดตามหาความเป็นจริงที่รายงานเข้ามา เพื่อตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนให้มากที่สุด ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเสมอและรอดเร็ว จะได้นำข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องนี้มารายงานต่อผู้ลงทุนต่อไป ซึ่งล่าสุด บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE)ได้ส่งหนังสือขอให้ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD ขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเข้ามาแล้ว โดยตลาดหลักทรัพย์จะเร่งประสานการขอข้อมูลการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์)  ซึ่งโดยปกติการขอข้อมูลจากโบรกเกอร์เพื่อปิดสมุดทะเบียนจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วันทำการ และเมื่อปิดสมุดจะได้รู้ว่ามีชื่อในการถือหุ้นจริงหรือไม่ ซึ่งน่าจะเห็นข้อเท็จจริง "ในกรณีนี้ มีระบุว่าได้ได้หุ้น TRUE มาจากหุ้นบุริมสิทธิ แต่ทาง TRUE แจ้งเข้ามาว่าไม่เคยมีการออกหุ้นหุ้นบุริมสิทธิ จึงนำไปสู่การตั้งข้อสงสัย และนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง" นายอัสสเดช กล่าว นายอัสสเดช กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากการติดตามข้อมูลยังไม่เห็นข้อกังวลในเรื่องนี้ นักลงทุนต่างชาติเน้นดูที่ผลประกอบการและการดำเนินงานของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งเรามองว่าการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในระดับหนึ่ง จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ เนื่องประเด้นดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในเรื่องอำนาจการควบคุมบริษัท ซึ่งอาจไปกระทบกับการดำเนินกลยุทธ์ที่แท้จริง

ด้าน นายฉัตรชัย ทิศสกลดิลก ผู้ข่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือนมิ.ย.ปิดที่ระดับ 1,591 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 26.3 %จากต้นปีถึงปัจจุบัน หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายหนุนบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในเอเชีย บวกกับรัฐบาลยังเดินหน้าดูแลเศรษฐกิจและการลงทุนต่อเนื่อง

 และตลาดหุ้นไทยเองก็เดินหน้าโครงการ Jump+ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุน หลังนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกันด้วยมูลค่า 6,996 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิในครึ่งแรกปีนี้แตะ 2.7 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันขึ้นมาอยู่ที่ 7.4 หมื่นล้านบาท/วัน มองไปข้างหน้าเชื่อว่าภาพเศรษฐกิจไทยที่โตได้ดีขึ้น และการดึงเงินลงทุนของรัฐบาลจะหนุนเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่องได้ 

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 SET Index ปิดที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และ 26.3% จากสิ้นปี 2568 โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย หลังข้อตกลงสันติภาพมีความคืบหน้า เป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน อย่างไรก็ตาม การปะทะที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะสะท้อนให้เห็นว่าข้อตกลงสันติภาพยังมีความเปราะบาง ควบคู่กับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนนำไปสู่การปรับฐานในหลายตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศสนับสนุนในหลายมิติ

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ปัจจัยภายในประเทศที่เป็นแรงหนุนตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็น 2.3% จากประมาณการเดิมที่ 2% โดยมีภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะเดียวกัน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำอย่าง Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมกันนี้ นักวิเคราะห์ปรับขึ้นประมาณการกำไรหลายกลุ่มธุรกิจในตลาดหุ้นไทย ด้านผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในเดือนมิถุนายนกว่า 211 ล้านเหรียญสหรัฐ และมียอดซื้อสุทธิสะสม ตั้งแต่ต้นปี รวม 881 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง