รีเซต

ตลท.ชี้ S&P คงมุมมองความน่าเชื่อถือไทย หนุนเงินทุนไหลเข้าหุ้นไทย

ตลท.ชี้ S&P คงมุมมองความน่าเชื่อถือไทย หนุนเงินทุนไหลเข้าหุ้นไทย
TNN ช่อง16
18 มิถุนายน 2569 ( 18:55 )

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 18 มิ.ย. 69) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)  

โดย S&P คาดว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ในช่วงปี 2569 – 2572 

ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

S&P มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาท สำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ด้าน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable) ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ 


สะท้อนเสถียรภาพทางการเงินของไทยที่แข็งแกร่ง  และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่เป็นปัจจัยหนุนสำคัญในการสร้างความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว 


ผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่าการคงอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้ของ S&P จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ดึงดูดเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง หลังต้นปีถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.-18 มิ.ย. 2569) กลุ่มนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 34,406.72 ล้านบาท ขณะที่ บริษัทจดทะเบียนยังสามารถรักษาต้นทุนการระดมทุนในต่างประเทศให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตของธุรกิจและตลาดทุนไทยในระยะยาว 

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ในวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ว่า คาดว่า SET Index จะแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,575–1,595 จุด หลังผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ออกมา Hawkish กว่าคาด แม้คงดอกเบี้ยจะออกมาตามที่ตลาดและเราคาดการณ์ไว้ แต่ความเห็นของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดที่ให้ความเห็นต่อคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) สะท้อนถึงโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 มีมากขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ปรับขึ้นแรง และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น 


ทั้งนี้ การส่งสัญญาณของเฟดที่ให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย และหนุน Bond Yield สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังทรงตัวต่ำกว่า 80/ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากความคาดหวังต่อข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ - อิหร่าน ยังคงเป็นบวกต่อกลุ่ม Domestic (ธุรกิจที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ) และ Consumption Play (กลุ่มการบริโภค) คาดว่ายังทยอยเกิดการโยกเงินเงินลงทุน( Sector Rotation) เข้ามาหา 2 กลุ่มนี้ โดยหุ้นเด่นวันนี้ แนะซื้อ SCB ให้ราคาเป้าหมายที่ 170 บาท/หุ้น โดยมอง Bond Yield ที่ปรับขึ้น จากผลประชุมเฟดจะเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มธนาคาร ขณะที่ SCB ยัง Laggard กลุ่มโดยปรับขึ้นเพียง  +2% ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD ) เทียบกับกลุ่มธนาคารที่ +14% YTD และมีจุดเด่นจากอัตราจ่ายเงินปันผล( Dividend Yield ) ที่สูงราว 8% ต่อปี ให้แนวรับ 141.00 - 138.50 บาท และ แนวต้าน 144.00 , 147.00 และ 149.50 บาท 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง