น้ำมันพุ่ง-สงครามยืดเยื้อ กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันดิบที่อาจส่งผลกระทบชิ่งไปยังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ และนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 20 ก.ค. 2569 ประเมินทิศทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุนไว้ดังนี้
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงดันราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง
สถานการณ์สงครามมีความน่ากังวลสูงขึ้น หลังจากฝั่งอิหร่านประกาศชัดเจนเรื่องการยกเลิกข้อตกลง (MOU) ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับความขัดแย้ง แม้การประเมินเบื้องต้นจะมองว่าการโจมตียังไม่รุนแรงเท่าช่วงเดือนมีนาคม และเน้นไปที่จุดเก็บคลังอาวุธมากกว่าจุดที่มีการสูญเสียชีวิต แต่ความเสี่ยงที่การสู้รบจะบานปลายไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรอบอ่าวมีความสูงขึ้น
หากสถานการณ์ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ล่าสุดน้ำมันดิบ Brent ขึ้นมายืนเหนือ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) ซึ่งจะกลายเป็นตัวเร่งให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกากลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
เฟดส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ย หากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัว
ผลกระทบต่อเนื่องจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะทำให้ Fed มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยจากการประเมินท่าทีของคณะกรรมการ Fed หลายราย เช่น ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน (Philip Jefferson), ลิซา คุก (Lisa Cook), มิเชล โบว์แมน (Michelle Bowman), ลอรี่ โลแกน (Lorie Logan) และ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ (Christopher Waller) ต่างส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า หากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัว ก็มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย (มีเพียง จอห์น วิลเลียมส์ ที่มองว่าเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว)
ทั้งนี้ ประเมินว่าการประชุมในระยะใกล้ (เช่น เดือนกรกฎาคม) อาจจะยังไม่มีการปรับขึ้น แต่โอกาสที่จะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนั้นมีสูงมากหากราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง
กลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทย เน้นกลุ่มโรงกลั่น ระวังความผันผวน
สำหรับเป้าหมายของดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ 1,644 จุดนั้น อาจจะผ่านไปได้ยากหากราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยกดดัน แม้ว่าภายในประเทศจะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและการลงทุนที่ต่อเนื่องเปรียบเสมือนหลุมหลบภัย (Safe Haven) แต่หากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ตลาดหุ้นไทยก็จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไปอย่างแน่นอน
คำแนะนำในการจัดพอร์ตลงทุน
ชะลอการลงทุนและเน้นทำกำไร ควรเตรียมตัวรับมือกับความผันผวน หากราคาปรับตัวขึ้นแรงแนะให้ทยอยขายทำกำไร
กลุ่มพลังงาน สามารถลงทุนได้แต่ห้ามมีสัดส่วนเยอะเกินไป เพราะราคาจะเหวี่ยงตัวรุนแรง
หุ้นเด่นที่แนะนำ กลุ่มโรงกลั่นน่าสนใจที่สุดในสถานการณ์นี้ โดยเฉพาะ BCP (บางจาก) และ TOP (ไทยออยล์)
กลุ่มที่ควรระวัง กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากหากราคาต้นทุนก๊าซปรับตัวสูงขึ้นจะได้รับผลกระทบโดยตรง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
