เปิดกลยุทธ์ หุ้น-ทอง รับมือวิกฤตน้ำมันพุ่ง-ดอกเบี้ยเฟด

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สัมภาษณ์ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด วิเคราะห์ทิศทางการลงทุน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
ราคาน้ำมันทะลุ 100 เหรียญ กดดันตลาดหุ้นไทย
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐ เป็นผลจากการที่กลุ่มฮูตีดักโจมตีเรือขนส่งบริเวณช่องแคบอัลมันเดบเพื่อบีบให้เกิดการเจรจา สำหรับนักลงทุนที่มีสถานะน้ำมันอยู่ในพอร์ต แนะนำให้ใช้เป็นจังหวะในการ "ขายทำกำไร"
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย (SET) ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นถือเป็นจุดเปราะบางต่อเศรษฐกิจ ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าแตะระดับ 34 บาท กลยุทธ์ในช่วงนี้จึงแนะนำให้ "ชะลอการลงทุนและรอดูสถานการณ์" จนกว่าการเจรจาข้อพิพาทจะมีความชัดเจน หรือรอพิจารณาอีกครั้งหากดัชนีปรับลดลงมาต่ำกว่าระดับ 1,644 จุด
คาดเฟดคงดอกเบี้ย - หุ้นสหรัฐฯ โดนเทขายกลุ่มเทคฯ
สำหรับการประชุมของ FED ประเมินว่าโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในนัดนี้ยังมีน้อยกว่า 36% ซึ่งสะท้อนว่าเฟดยังไม่น่าจะตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายกดดันในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent 7) เช่น Alphabet และ Tesla อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่ม AI Hardware, Semiconductor และ Memory Chip (เช่น Sandisk, Micron) ยังคงทรงตัวได้ดี นอกจากนี้ ล่าสุดหุ้น Intel รายงานผลประกอบการออกมาดีมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นในช่วง After Hour ปรับตัวบวกขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ช่วยพยุงภาพรวมตลาดไว้ได้
แนะลงทุนทองคำระยะสั้น ประเมินแนวรับ 3,800 เหรียญ
ทิศทางราคาทองคำในระยะนี้ยังไม่ดีนัก แนะนำให้เน้น "ลงทุนระยะสั้น" เท่านั้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) เป็นปัจจัยกดดันไม่ให้ราคาทองคำไปต่อได้ แม้ราคาทองคำในตลาดโลกจะร่วงแรงถึง 100 เหรียญในคืนที่ผ่านมา แต่ยังคงยืนหยัดเหนือระดับ 4,000 เหรียญสหรัฐฯได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ มีการประเมินแนวรับทองคำไว้ที่ 3,900 และ 3,800 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ประเมินไว้ที่ 3,600 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยอยู่ที่ระดับประมาณ 60,000 บาทต้นๆ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
