รีเซต

หุ้นทั่วโลก ยังเสี่ยง บอนด์ยีลด์พุ่ง เงินไหลออก แนะช้อปหุ้นโภคภัณฑ์

หุ้นทั่วโลก ยังเสี่ยง บอนด์ยีลด์พุ่ง เงินไหลออก แนะช้อปหุ้นโภคภัณฑ์
TNN ช่อง16
1 กันยายน 2569 ( 11:15 )
13

บล.เอเซีย พลัสประเมินทิศทางการลงทุนในเดือน ก.ย.69 ชี้ภาพรวมตลาดการเงินโลกเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบปี กดดันให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Play) สูง จะช่วยพยุงดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาค

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเกาะแห่งหนึ่งในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และจอร์แดน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานพลังงานโลก ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะยานแตะ 90.49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้นมาที่ 86.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI เฉลี่ยสะสมในปี 2569 ขยับแซงหน้าปี 2565 เป็นที่เรียบร้อย

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงได้กลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงไว้เป็นเวลานานขึ้น โดยเครื่องมือ FedWatch Tool ล่าสุดปรับน้ำหนักโอกาสที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 65.4% (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 57% ในช่วงก่อนหน้า) สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield 10Y) ดีดตัวขึ้นแตะ 4.75% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.68 กดดัน Valuation ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับการซื้อขาย (Valuation) สูงทั่วโลก

ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ส.ค. โดยวันนี้จะมีการประกาศตัวเลขของยุโรป ซึ่งตลาดคาดว่าจะขยายตัว +3.3% YoY (เพิ่มขึ้นจาก +2.9% YoY ในเดือนก่อนหน้า) และในวันที่ 11 ก.ย.จะมีการรายงานตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ตลาดคาดขยายตัวทรงไว้ที่ระดับ +3.4% YoY

ในฝั่งตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลบล.เอเซีย พลัสเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการปรับฐานระยะสั้นของราคา Bitcoin ในเดือน ก.ย. เนื่องจากสถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ชัดว่า ก.ย.คือเดือนที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดสำหรับ Bitcoin (เป็นบวกทุกเดือนยกเว้นเดือนกันยายน) ประกอบกับในปีนี้จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. ซึ่งจากสถิติปี 2018 และ 2022 ที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ราคา Bitcoin มักจะปรับตัวลดลงในเดือน ก.ย. ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรระยะสั้นในหุ้นหรือกองทุนที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่นDR: COIN01และDR: HOOD80และแนะนำให้เฝ้ารอประเมินกระแสการผ่านกฎหมายสำคัญอย่าง Clarity Act ในช่วงกลางเดือน ก.ย. ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อการฟื้นตัวในภายหลัง

ขณะเดียวกัน หุ้นเทคโนโลยีรายตัวอย่างTesla (TSLA US)ราคาหุ้นปรับตัวบวกโดดเด่นถึง +5.5% รับข่าวดีก่อนงานเปิดตัวCybercab(รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับ) ในวันพฤหัสบดีนี้ ณ เมืองออสติน รัฐเทกซัส โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบจำกัดผู้ได้รับเชิญ (Invite-Only) สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของ Cybercab จะเป็นรถยนต์แบบ 2 ที่นั่ง ไม่มีพวงมาลัย ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ AI4 เพื่อให้เกิดระบบไร้คนขับอย่างเต็มรูปแบบ โดยตลาดจับตามองราคาขายอย่างใกล้ชิดหลัง Elon Musk เคยระบุว่าจะตั้งราคาขายไว้ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทว่าในตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) คาดโอกาสเพียง 18% เท่านั้นที่จะเปิดราคาขายที่ระดับดังกล่าว แนะนำนักลงทุนเก็งกำไรรับปัจจัยบวกผ่านตราสารแสดงสิทธิDR: TSLA80

Fund Flow ไหลออกกดดันบาทอ่อนค่า เปิดโพย 3 กลุ่มหุ้นไทยรับอานิสงส์จากแรงกดดันของดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (Dollar Index) ที่แข็งค่าขึ้นและทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยืนสูง ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังมีสัญญาณไหลออกจากตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ส.ค.69 นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสะสมในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 24,565 ล้านบาท ขณะเดียวกันในตลาดฟิวเจอร์ส (TFEX) ต่างชาติยังคงสะสมสถานะขายชอร์ตสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน (Net Short สะสมรวมกันกว่า 51,000 สัญญา) ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง (ล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

อย่างไรก็ดี สภาวะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงนี้ จะกลายเป็น Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีโครงสร้างรายได้ในรูปเงินสกุลต่างประเทศ หรือกลุ่มที่อิงรายได้จากผู้ใช้บริการต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเด่น:

1. กลุ่มส่งออก (Export Play):ได้ประโยชน์จากการรับรู้รายได้แปลงกลับเป็นเงินบาทที่สูงขึ้น นำโดยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (HANA, SVI, DELTA, KCE) และกลุ่มอาหาร-เกษตร (TU, ITC, AAI, CPF, GFPT, STA, NER, STGT, SAT)

2. กลุ่มท่องเที่ยว (Tourism Play):การอ่อนค่าของเงินบาทช่วยเพิ่มอำนาจการจับจ่ายให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ดึงดูดให้อุตสาหกรรมคึกคัก นำโดยAOT, AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW

3. กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare Play):ได้ประโยชน์จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติที่บินเข้ามารักษาสุขภาพในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำโดยBH, BDMS, PR9, BCH

ฝ่ายวิจัยฯ ระบุว่า โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดในภูมิภาคเนื่องจากมีสัดส่วน Market Cap ของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) รวมกันสูงถึง 26% (กลุ่มพลังงาน 20%, อาหาร 4%, ปิโตรเคมี 2%) ตามมาด้วยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) 17% และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK) 15%

ดังนั้น เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบโลกขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภัยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ จะช่วยดึงดูดให้กระแสเงินทุนสลับหมุนเวียนเข้ามาลงทุนในกลุ่ม Commodity และ Global Play ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังที่สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นสวนตลาดของหุ้นยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเคมีเมื่อวานนี้ นำโดยSTA (+7.01%), KCE (+6.14%), TASCO (+5.95%)รวมถึงIRPCและSPRCที่ปิดตัวบวกอย่างเด่นชัด

กลยุทธ์การลงทุนเดือนกันยายน ชูหุ้นกลุ่มปลอดภัยและสินค้าโภคภัณฑ์เด่นภายใต้สภาวะตลาดที่ Fund Flow ผันผวนและเข้าสู่ช่วงสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนเน้นกลยุทธ์ Selective Buy ในกลุ่มหุ้นปันผลดี ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายใน และกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โดยชูหุ้นเด่น (Top Picks) ประจำวัน ได้แก่:

1. BBL:ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) ซึ่งช่วยหนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และรายได้ดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ระดับราคาปัจจุบันต่ำและน่าสนใจมาก ซื้อขายบนมูลค่าทางบัญชี (P/BV) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ระดับ 1.2 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

2. PTT:เป็นหุ้นหลักที่ได้รับอานิสงส์ทางตรงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งรับกระแสความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการเก็งกำไรตามทิศทางราคาพลังงานโลก

3. BCH:แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 มีสัญญาณฟื้นตัวโดดเด่นหลังผ่านจุดต่ำสุด และยังได้รับปัจจัยบวกจากการมีฐานลูกค้าผู้ประกันตนขนาดใหญ่ถึง 1.02 ล้านราย ซึ่งลุ้นได้รับอานิสงส์เชิงบวกเพิ่มเติมจากการปรับเพิ่มค่ารักษาพยาบาลของสำนักงานประกันสังคมในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง