ตลท.เข้ม KYC -CDD ป้องตลาดทุนไม่ให้เป็นแหล่งฟอกเงิน รักษาความเชื่อมั่น

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวตอบถำถามสื่อมวลชนถึงเรื่องที่บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ถูกกล่าวโทษเรื่องความบกพร่องในการทำระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC/CDD) ว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอาจมีคำถาม และมีการพูดถึงในทำนองที่ว่าตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงินหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้มาตรการการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของลูกค้า หรือ KYC (Know Your Customer) และ การตรวจสอบสถานะลูกค้า หรือ CDD (Customer Due Diligence) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย เป็นด่านป้องกันเงินและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น "ด่าน" สำคัญในการตรวจสอบและคัดกรอง เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งเม็ดเงินที่มีที่มาไม่ถูกต้องและพฤติกรรมการลงทุนที่ไม่เหมาะสมเข้ามาในตลาดทุน รวมถึงป้องกันการใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน ในช่วงที่ผ่านมามีข้อสงสัยว่าตลาดทุนอาจถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน มาตรการ KYC และ CDD จึงเป็นเครื่องมือหลักที่ฝ่ายกำกับดูแลใช้เพื่อตอบโจทย์และลบข้อกังขาในเรื่องนี้
เพื่อสร้างและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งการเข้มงวดกับมาตรการเหล่านี้จะช่วยรักษาความเชื่อมั่น (Confidence) ของตลาดทุน โดยเฉพาะในปีที่สภาวะตลาดกำลังอยู่ในทิศทางที่ดี การควบคุมดูแลที่รัดกุมจะช่วยให้ภาพลักษณ์ของตลาดมีความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ปรับลดลงไปอีก ดังนั้น การกำกับดูแลสมาชิก(โบกเกอร์) จะทำอย่างใกล้ชิด โดยฝ่ายกำกับดูแลให้ความสำคัญกับการกำชับให้บริษัทสมาชิกปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานการตรวจสอบผู้ลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพ
ส่วนมูลค่าการซื้อขายที่ระดับปัจจุบัน (ที่ประมาณ 64,000 ล้านบาท/วัน) ในระยะถัดไปจะเพิ่มขึ้นได้หรือไม่นั้น ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า มีโอกาสที่จะทั้งรักษาไว้ (maintain) หรือเพิ่มสูงขึ้นไปกว่าเดิมได้ หากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความชัดเจน ซึ่งบรรยากาศการซื้อขายดีขึ้นมากหลังการเลือกตั้งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Trigger point) ที่ดึงดูดเม็ดเงิน (Fund flow) และความสนใจจากนักลงทุน นอกจากนี้ หากตัวเลขการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน และภาคการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้รักษาระดับการซื้อขายไว้ได้
ขณะที่ การมีส่วนร่วมของนักลงทุนทุกกลุ่ม (Snowball Effect) ปัจจุบันมีการกระจายสัดส่วนการซื้อขายที่ค่อนข้างสมดุล คือ นักลงทุนต่างประเทศประมาณ 50% นักลงทุนรายย่อยในประเทศ 30% และสถาบันในประเทศ 20% ซึ่งเป็นการช่วยกันยกประดับตลาดขึ้นมาในทุกภาคส่วน
ด้านความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในสายตานักลงทุนต่างชาตินั้น ปริมาณการซื้อขายในระดับปัจจุบันช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้า-ออกตลาดได้ง่ายและสะดวกขึ้น ซึ่งจะยิ่งสร้างความน่าสนใจและดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามาหมุนเวียนมากขึ้น และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ประกาศมาตรการต่างๆ ที่คาดว่าจะเริ่มเห็นผลในช่วงปลายปี เพื่อสร้างสมดุลในการซื้อขายและทำให้ตลาดทุนไทยมีความน่าสนใจสำหรับทุกภาคส่วนมากขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
