รีเซต

จาก 75 ปี เหลือ 4 ปี ซูเปอร์เอลนีโญแค่จุดเริ่มต้นของโลกที่เดือดเกินควบคุม

จาก 75 ปี เหลือ 4 ปี ซูเปอร์เอลนีโญแค่จุดเริ่มต้นของโลกที่เดือดเกินควบคุม
TNN ช่อง16
23 มิถุนายน 2569 ( 12:36 )
9

หลายคนกำลังกังวลกับ "ซูเปอร์เอลนีโญ"

เพราะนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่า โลกอาจกำลังเผชิญเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ประเทศไทยอาจต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ผลผลิตการเกษตรเสียหาย และอากาศร้อนกว่าปกติ

แต่ความจริงแล้ว ซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่สุด

เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ มันกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าเดิมมาก

โลกที่อาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดวิกฤตเร็วกว่าที่มนุษย์เคยคาดไว้ถึง 71 ปี




ในปี 2015 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกลงนามใน "ข้อตกลงปารีส" หรือ Paris Agreement

เป้าหมายสำคัญคือ ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

ในเวลานั้น นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า โลกอาจใช้เวลาอีกประมาณ 75 ปี กว่าจะเข้าใกล้จุดดังกล่าว

แต่วันนี้ การประเมินใหม่ชี้ว่า โลกอาจแตะระดับ 1.5 องศาได้ภายในปี 2030

นั่นหมายความว่า เวลาที่เคยคิดว่ายังมีอีก 75 ปี อาจเหลือเพียง 4 ปีเท่านั้น


ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล อธิบายว่า แม้หลายประเทศจะประกาศเป้าหมาย Net Zero

แม้ผู้นำโลกจะประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกยังอยู่ในระดับสูง

เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นพลังงานหลัก และคำมั่นสัญญาจำนวนไม่น้อยยังไม่กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง

ผลลัพธ์คือ โลกกำลังร้อนเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์


และเมื่อโลกยิ่งร้อน มหาสมุทรก็ยิ่งสะสมความร้อนมากขึ้น

ยิ่งมหาสมุทรสะสมพลังงานมากเท่าไร ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติก็ยิ่งมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

นี่คือเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตา "ซูเปอร์เอลนีโญ" เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เอลนีโญเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ว่า เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนกว่าเดิม



ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่คือทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์

ความจริงกลับมาเร็วกว่าเดิม และรุนแรงกว่าเดิม

เมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนยังคิดว่าเป้าหมาย 1.5 องศาเป็นเรื่องของคนรุ่นลูกหลาน

แต่วันนี้ มันกำลังกลายเป็นเรื่องของคนรุ่นเรา และหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป โลกอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ 1.5 องศา

แต่อาจมุ่งหน้าไปสู่ 2 องศา หรือแม้แต่ 2.6-2.7 องศาในช่วงปลายศตวรรษ

ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์เตือนมานานว่า อาจเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลกไปอย่างถาวร


เมื่อโลกยิ่งร้อน ทั้งเอลนีโญและลานีญาก็มีแนวโน้มจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดเดาได้ยากขึ้น

สิ่งที่เราเคยเรียกว่า "สภาพอากาศผิดปกติ" อาจกำลังกลายเป็น "สภาพอากาศปกติแบบใหม่"


คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้จะรุนแรงแค่ไหน

แต่คือมนุษย์จะปรับตัวทันหรือไม่

เมื่อโลกที่เรากำลังส่งต่อให้ลูกหลาน อาจไม่ใช่โลกใบเดียวกับที่เราเติบโตมา

และเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่มนุษย์ทำได้ อาจไม่ใช่การหยุดวิกฤต

แต่เป็นเพียงการพยายามอยู่รอดท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง