รีเซต

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
ทันหุ้น
22 กรกฎาคม 2569 ( 09:45 )

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways Up ต่อเนื่องในกรอบ 1,645-1,665 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินที่ไหลกลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง

ขณะที่กลุ่มพลังงานต้นน้ำ-กลางน้ำ รวมถึงปิโตรเคมีและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ มีแนวโน้มปรับตัวแข็งแกร่งตามราคาน้ำมันที่ทยอยปรับขึ้น หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย อีกทั้งความเสี่ยงด้าน Supply Disruption เพิ่มขึ้นจากการที่กลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดปรับขึ้นสู่ระดับ US$91/บาร์เรล

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นแตะ 4.63% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เรามองว่าปัจจัยดังกล่าวอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงบางกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้น Value Play และทำให้เม็ดเงินระยะสั้นยังคงกระจุกตัวในหุ้น Tech-AI และ Commodity

สำหรับปัจจัยในประเทศ ผลประกอบการกลุ่มธนาคารในงวด 2Q26 โดยรวมออกมาดีกว่าคาดราว 4% แม้ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามด้านคุณภาพสินทรัพย์ของ SCB และแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายของ BBL อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังสะท้อนแนวโน้มเชิงบวกต่อผลประกอบการของกลุ่ม Real Sector ซึ่งมีโอกาสออกมาแข็งแกร่งเช่นกัน ส่งผลให้ประมาณการ SET EPS ปี 2026 มีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นสู่กรอบ 98-100 บาท และหากอิงระดับ PER 17 เท่า จะให้กรอบดัชนีเป้าหมายที่ 1,680-1,700 จุด ซึ่งสอดคล้องกับแนวต้านสำคัญทางเทคนิค

กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.ค : BA, BBL, ERW, PR9, TIDLOR
FSSIA Portfolio : BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, PR9, SAPPE, TIDLOR

หุ้นเด่นวันนี้ : BTG
· ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 23 บาท
· เรามองข้ามกำไรสุทธิ 2Q26 ที่คาดว่าจะหดตัวลงสู่ระดับ 649 ลบ. -35% q-q, -75% y-y จากราคาเนื้อสัตว์ที่ชะลอตัว โรคระบาดในไก่ ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมถึง Write off รายการเครดิตภาษีธุรกิจที่กัมพูชา แต่จะเป็นจุดต่ำสุดของปี
· แนวโน้มผลการดำเนินงาน 2H26 คาดฟื้นตัวจากราคาเนื้อสัตว์ที่ฟื้นตัว ล่าสุดราคาไก่-หมูเดือน ก.ค. ปรับตัวขึ้น 6-8% q-q และมีแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะคาดการณ์การเกิด El Nino ใน 4Q26 เราคาดกำไรปี 2026 จะหดตัว -43% y-y ก่อนกลับมาเติบโต +12% ในปี 2027
· แนวรับ 21-20.90 บาท แนวต้าน 21.70//22 บาท

ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะแกว่งตัวในลักษณะ Sideway โดยดัชนีฯ ได้ปรับตัวขึ้นแตะเป้าหมายระยะสั้นของเราที่ 1650 จุด และ แต่ประเมินว่าดัชนีฯ ยังมีแรงไปต่อ บรรยากาศเชิงบวกจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก แม้ว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) อาจชะลอตัวลงบ้างหลังจากมีแรงซื้อติดต่อกันถึง 13 วันทำการ นอกจากนี้ยังคงต้องระมัดระวังความผันผวนจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ

ปัจจัยในประเทศ

  • งบกลุ่มธนาคาร Q2/26 แข็งแกร่ง: กำไรของกลุ่มแตะ 5.5 หมื่นล้านบาท …. รายได้ค่าธรรมเนียมโดดเด่น โดยเฉพาะธุรกิจ Wealth Management นำโดย KKP ที่กำไรเติบโตเด่น ขณะที่ KBANK และ TTB มีผลดำเนินงานที่มั่นคงและมีนโยบายปันผลที่จูงใจ (High Yield / High Payout)
  • ไทย-จีนเร่งผลักดัน 15 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติ: นายกฯ สั่งขับเคลื่อนข้อตกลงครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน AI และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเรายังให้ความสนใจกับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากความร่วมมือและการลงทุนระหว่างไทยและจีน ได้แก่ ADVANC, TRUE, INSET, AMATA, WHA, GULF, GPSC, DELTA, HANA, KCE
  • คลังลุย TISA และดึงบริษัทต่างชาติเข้าตลาด: รมว.คลัง เตรียมผลักดันโครงการบัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) ใน ก.ย. นี้ พร้อมเผยมีบริษัทเทคฯ และรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน 2 ราย สนใจร่วมโครงการ BOI to IPO
  • ต่างชาติซื้อหุ้นไทยทำสถิติต่อเนื่อง: นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิติดต่อกัน 13 วัน รวมกว่า 1.36 พันล้านดอลลาร์ (ก่อนสลับขายเล็กน้อยวานนี้) หนุนโดยเสถียรภาพการเมืองและโอกาสการลงทุน AI ในอาเซียนที่ไทยมีสภาพคล่องสูง
  • BIG LOT ดันตลาด: วานนี้พบรายการซื้อขายกระดานใหญ่ หุ้น STECON มีมูลค่าสูงสุด 29.10 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 19.40 บาท/หุ้น สะท้อนแรงเก็งกำไรในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

ปัจจัยต่างประเทศ

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคฯ ทั่วโลกฟื้นตัว: ดัชนีหลักและหุ้นกลุ่มชิป (Nvidia, TSMC, Samsung) กลับมาบวกแรง หลังนักลงทุนสลับกลับมาซื้อหุ้น AI ในราคาที่ถูกลง (Dip buying) จากที่ถูกเทขายหนักในสัปดาห์ก่อน
  • สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ: การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเข้าสู่วันที่ 10 ขณะที่ฮูตีขู่โจมตีเรือในทะเลแดง Goldman คาดราคาน้ำมัน Brent อาจทะลุ $120 หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น
  • จีนงัดมาตรการอุ้มตลาดหุ้น: กองทุนแห่งชาติจีน (National Team) เข้าซื้อ ETF หุ้นเทคโนโลยี (STAR 50) มูลค่ากว่า 1.38 หมื่นล้านหยวน หวังเรียกความเชื่อมั่นและพยุงตลาดจากแรงเทขาย
  • สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีแคนาดา: ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี 50% สำหรับสินค้านำเข้าจากแคนาดาบางรายการ (เช่น นม, อุปกรณ์ฮอกกี้) ซึ่งอาจสร้างความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่
    เจาะลึกข้อมูลผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย (Strategic Analysis)
  • ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน: ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและ Spread ปิโตรเคมีขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) แต่จะเป็นแรงกดดันด้านต้นทุนต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ท่องเที่ยว โรงแรม และค้าปลีก
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและ Carry Trade: เงินเยนที่อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี หนุนพฤติกรรมกู้เงินเยนไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง (Carry Trade) หากทางการญี่ปุ่นแทรกแซงกะทันหัน อาจทำให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก (Unwinding) อย่างฉับพลัน
  • วัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่: การเติบโตของเทคโนโลยี AI และ Data Center ทำให้เกิดกระแสเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) ซึ่งเป็นผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าของไทย

Technical : BCH, KAMART

ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,640 – 1,645 แนวต้าน 1,660 คาดดัชนีอยู่ในกรอบ Sideway Up หลังความผันผวนในกลุ่มเทค ฯ สหรัฐเริ่มลดลง โดยนักลงทุนรอการรายงานกำไร Q2/69 ของกลุ่ม Real Sector และประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แนะนำทยอยซื้อกลุ่มที่ประโยชน์จากมาตราการส่งเสริมการลงทุน เช่น GULF, GPSC, STECON, CK, AMATA, WHA /กลุ่มปันผล & ปลอดภัย ADVANC, AP, SIRI, BDMS, BCH, CPN, BEM / เก็งกำไรระยะสั้น DELTA, HANA, KCE ตามการฟื้นตัวของกลุ่มเทค ฯ สหรัฐ

GULF* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 73.50 บาท) แนวโน้มกำไร 2Q69 ดีขึ้นต่อเนื่องจากโรงไฟฟ้าในไทยตามความต้องการใช้ในช่วงฤดูร้อน ส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC และโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น รับรู้เงินปันผลก้อนใหญ่ของ KBANK และกำไรพิเศษจากการขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าปากลาย ช่วยชดเชยต้นทุนก๊าซที่กระทบต่อโรงไฟฟ้า SPP ในส่วนของการลงทุนทางด้าน data center มีโครงการที่ COD แล้ว 25MW (GSA01 ถือหุ้น 40%) และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 138MW (GSA02 และ GEDC01) ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท Flat YoY และ 3.6 หมื่นล้านบาท +10%YoY

ERW* (ซื้อเก็งกำไร /ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 3.31 บาท) ธุรกิจโรงแรมมี Sentiment บวกจากโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าไทยรายสัปดาห์ล่าสุด +4%WoW และ วันที่ 1-18 ก.ค.69 +18%MoM หนุนจากการปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีนและไต้หวัน ด้านกำไรสุทธิ 1Q69 ของ ERW* อยู่ที่ 376 ลบ.(+9%YoY, +1% QoQ) มีแรงหนุนจาก RevPAR และ Occ. Rate ที่สูงขึ้น ขณะที่การดำเนินงานปกติ 2Q69 คาด YoY ดีต่อเนื่องแต่อ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล โดยทาง ERW* วางเป้ารายได้ +9%YoY โดยแบ่งเป็นการเติบโตของกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาวถึงชั้นประหยัดที่ 7% และกลุ่มโรงแรมบัดเจ็ท (Hop Inn) ที่ 14% ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี69และ70 กำไรสุทธิของ ERW* จะอยู่ที่ 906 ลบ.(+8%YoY) และ 982 ลบ.(+8%YoY) ตามลำดับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง