Selective Ignoring ได้ยิน แต่ไม่ใส่ใจ ปิดรับขยะทางอารมณ์

เสียงบ่นที่ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา เสียงนินทาจากโต๊ะข้างๆ ที่สาดความเกลียดชัง สร้างการแบ่งพรรคพวก เหล่านี้ล้วนเป็นขยะทางอารมณ์ ที่มนุษย์ออฟฟิศไม่ใฝาช่ฝันหา เพราะมันทำลายประสิทธิภาพการทำงานทั้งวันได้เลยทีเดียว แล้วจะหลีกหนี หรือเลี่ยงได้อย่างไร ?
หากมนุษย์ทำงานต้องเจอกับสิ่งไม่พึ่งประสงค์ทางอารมณ์เหล่านี้ Selective Ignoring อาจเป็นสกิลขั้นเทพที่ต้องได้รับการฝึกฝน
Selective Ignoring คืออะไร?
ทฤษฎีจัดการสิ่งรบกวนไม่พึงประสงค์แบบเฉพาะ ช่วยให้เราสามารถเพิ่งเฉยต่อสิ่งที่พิจารณาแล้วไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อจิตใจ ตามคำนิยาม อธิบายว่า ปกติแล้ว สมอของงมนุษย์มีจะระบบตัวกรอง ที่ทำหน้าที่คัดเลือกว่าข้อมูลไหนที่ควรได้รับความสนใจ และข้อมูลไหนควรถูกตัดทิ้ง เนื่องจากสมองมีพื้นที่ประมวลผลที่จำกัด
การรับข้อมูลเข้ามาแบบไร้ขีดจำกัด ยิ่งทำให้ระบบประมวลผลสมองทำงานหนักหน่วง ทั้งๆ ที่บางอย่างอาจไม่จำเป็นเลย พูดง่ายๆ คือ เมื่อพื้นที่สมองมีจำกัด การรับข้อมูลล้นทะลักแต่ไม่จำเป็น ก็ยิ่งทำให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำเป็นน้อยลง และส่งผลต่อการประสิทธิภาพการประมวลผลโดยรวม
Selective Ignoring กับที่ทำงาน
เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่เราจะต้องเจอเพื่อนร่วมงานที่บ่นแบบไร้จุดหมาย คำนินทาไม่รู้จักจบสิ้น สังคมการทำงานเป็นการรวมกลุ่มกันของคนจากต่างที่ทาง เพื่อมาบรรลุเป้าหมายบางอย่างร่วมกัน (ส่วนใหญ่ก็คือเป้าหมายของบริษัท) ดังนั้น เป็นไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงความหลากหลาย การใช้เครื่องมือบางอย่างจัดการที่ตัวเรา น่าจะเป็นทางออกที่ดี หนึ่งในนั้นคือการใช้ ทฤษฎี Selective Ignoring
ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องหลีกหนี แต่ Selective Ignoring เป็นเหมือนการปิดรับข้อมูลโอเวอร์โหลด แต่ไม่มีประโยชน์ในแง่ของการทำงาน
พูดง่ายๆ คือ เมื่อคุณได้ยินเสียงเหล่านี้ แต่ไม่เก็บเอามาใส่ใจ แต่จะเปิดระบบโหลดข้อมูล เมื่อมีเรื่องที่เป็นประโยชน์เท่านั้น นั่นคือ การเลือกรับสาร
Selective Ignoring ช่วยลดบรรยากาศที่เป็นพิษจากพฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจในทางลบ เช่น คำบ่นซ้ำ ๆ หรือการนินทาในออฟฟิศได้ โดยไม่ต้องเผชิญหน้าหรือสร้างความขัดแย้งโดยตรง
สกิลขั้นเทพที่พนักงานออฟฟิศต้องฝึกให้ได้
เพราะมันไม่ใช่แค่การ “ไม่ฟังเรื่องลบ” แต่เป็นทักษะการจัดการพลังงานทางอารมณ์และความสนใจ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดมากในชีวิตการทำงาน
ยิ่งในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน เสียงรบกวน และอารมณ์ของคนอื่น การรู้ว่าจะให้ความสนใจกับอะไร และจะไม่ให้ความสนใจกับอะไร คือความได้เปรียบอย่างแท้จริง
Selective Ignoring ไม่ใช่การไม่ใส่ใจ แต่สาระสำคัญ คือ ความถี่ของการเปิดรับข้อมูล
ในที่นี้ หมายถึง ข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงาน ดังนั้น เลี่ยงไม่ได้หากบางครั้ง ตัวเราอาจจะไปอยู่ในความขัดแย่งบางอย่าง เพื่อการบรรลุสู่เป้าหมายสูงสุด นั่นคือ การสร้างผลงาน ก็เลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องเปิดรับข้อมูล ทีนำไปสู่การปฏิบัติงานได้จริง
อีกอย่างหนึ่งคือ Selective ignoring เป็นการตัดวงจร ที่จะทำให้บรรยากาศลบไม่ถูกขยายต่อ และจำกัดไว้แค่เรื่องของงาน
คนที่ไม่สามารถแยกเรื่องงานออกจากดราม่าในออฟฟิศ มักใช้เวลาทางความคิดไปกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ในขณะที่คนที่ฝึก Selective ignoring เป็น จะโฟกัสกับสิ่งที่สร้างผลลัพธ์จริง และรักษาความนิ่งทางอารมณ์ได้ดีกว่า
ที่สำคัญ ทักษะนี้ยังเป็นการปกป้องสุขภาพจิตในระยะยาว คนที่ไม่ฝึก Selective ignoring มักสะสมความเครียด ความเหนื่อยล้า และความรู้สึกหมดไฟจากเรื่องที่ไม่ใช่งาน เมื่อเรารู้จักเพิกเฉยอย่างชาญฉลาด เราจะมีพื้นที่ทางใจเหลือสำหรับการเรียนรู้ การพัฒนา และความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพมากกว่า นั่นเอง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
